ตระกูลฟู่
ถังเซียงสุ่ยเห็นลูกสาวกลับมาด้วยสีหน้าโกรธเกรี้ยว จึงขมวดคิ้วถามว่า “เกิดอะไรขึ้น?”
ฟู่หมิงจูโยนกระเป๋าสัมภาระลงกับพื้น แล้วทิ้งตัวนั่งบนโซฟาอย่างแรง ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง
“แม่ไม่รู้หรอกว่านังเฉียวซินนั่นวางท่าขนาดไหน ไม่เพียงไม่เอาของไปให้พี่รอง ยังด่าหนูว่าเป็นหมาอีก”
ถังเซียงสุ่ยได้ยินแล้วก็โมโหตาม “นี่มันจะกำเริบเสิบสานเกินไปแล้ว ไปโทรหาพี่ชายรองของลูก ให้เขากลับมาจัดการเฉียวซินดี ๆ”
ฟู่หมิงจูกำลังจะไปโทรศัพท์ แต่พลันนึกอะไรขึ้นได้ จึงหย่อนก้นลงนั่งที่เดิมอีกครั้ง
“แม่ลืมไปแล้วเหรอ คุณปู่เพิ่งโทรไปที่กองทัพ บอกว่าพี่รองออกไปปฏิบัติภารกิจ ไม่ได้อยู่ที่หน่วย”
ถังเซียงสุ่ยยกมือบีบหว่างคิ้ว ที่แท้ก็ลืมเรื่องนี้ไปจริง ๆ “เรื่องนี้ลูกบอกเฉียวซินแล้วใช่ไหม?”
ฟู่หมิงจูค่อย ๆ ยกมุมปากขึ้น อารมณ์ดีขึ้นมากในทันที
“แม่ หนูไม่ได้บอก ปล่อยให้หล่อนไปแล้วหาพี่รองไม่เจอ ดูซิว่าจะทำยังไงคนเดียว”
ถังเซียงสุ่ยกลอกตามองครู่หนึ่ง ไม่ได้พูดอะไร ทว่าสีหน้าดูผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด
.
สถานีรถไฟ
เฉียวซินกับหยางซิ่วอิงมาถึงชานชาลาและรออยู่พักหนึ่งแล้ว หยางซิ่วอิงพูดไม่หยุด คอยกำชับซ้ำไปซ้ำมา
เฉียวซินตั้งใจฟังอย่างอดทน
นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้ฟังใครสักคนพร่ำบ่นใส่ รู้สึกแปลกใหม่ไม่น้อย แถมในใจก็อบอุ่นขึ้นมา
หยางซิ่วอิงรู้สึกว่ากำชับเกือบครบแล้ว จึงโน้มตัวเข้ามาถามเสียงเบาเป็นครั้งสุดท้าย “ลูกเอ๊ย ของที่แม่ให้ไปเมื่อวานซ่อนไว้ดีแล้วใช่ไหม?”
“ของอะไรเหรอ?”
“ก็ของนั่นไง ถ้าฟู่เสี่ยวเอ้อร์มันตาถั่ว ไม่ยอมรับลูกจริง ๆ ลูกก็ทำตามวิธีที่แม่สอนเมื่อวาน อย่าลืมล่ะ เข้าใจไหม?”
วิธีที่สอนเมื่อวานเหรอ?
สมองของเฉียวซินชะงักไปชั่วขณะ
ถั่วป่า?!
ถั่วป่า...ถั่ว!
แล้วค่อยเป็นม่าย!
“ฮะ ๆ ๆ รถไฟใกล้จะมาแล้วใช่ไหม?” เฉียวซินเปลี่ยนเรื่อง
หยางซิ่วอิงจับแขนลูกสาวขึ้นมาดู “อีกสองนาทีเอง ใกล้แล้วจริง ๆ”
รถไฟขบวนนี้มาจากเมืองหาง ไม่ใช่สถานีต้นทาง และจอดที่เมืองซิ่วโจวเพียง 5 นาทีเท่านั้น
เฉียวซินดึงแขนกลับ “แม่ดูนาฬิกาหนูทำไม ทำไมไม่ดูนาฬิกาข้อมือตัวเองล่ะ?”
หยางซิ่วอิงเหลือบมองลูกสาว “นาฬิกาเป็นของมีค่า บ้านเรามีเรือนเดียวก็พอแล้ว จะซื้อให้ครบทุกคนได้ยังไง”
เฉียวซินพลันเข้าใจขึ้นมา แม่ของเธอเองยังไม่ยอมซื้อนาฬิกาให้ตัวเอง แต่กลับซื้อให้เธอเรือนหนึ่ง
หัวใจพลันอ่อนยวบ เธอถอดนาฬิกาออกแล้วยื่นให้หยางซิ่วอิง “แม่ เอานาฬิกาไปใส่เถอะ แม่ต้องเดินทางไปกลับที่ทำงานทุกวัน มีนาฬิกาติดตัวไว้ก็คงสะดวกกว่า”
“ไม่ต้องหรอก ลูกใส่ไว้เถอะ แม่ไม่จำเป็นต้องใช้”
หยางซิ่วอิงไม่ยอมรับไม่ว่าจะพูดอย่างไร
ระหว่างที่สองแม่ลูกยื้อยุดกัน เสียงหวูดรถไฟก็ดังขึ้น ไม่นานรถไฟก็เข้าจอดและเปิดประตู หยางซิ่วอิงไม่พูดพร่ำทำเพลง ผลักลูกสาวขึ้นรถไฟไป
ตระกูลฟู่ยังพอมีน้ำใจอยู่บ้าง ซื้อตั๋วเตียงนอนให้ ที่นั่งฝั่งนี้คนไม่มาก การขึ้นรถจึงไม่แออัด
ทั้งสองพบเตียงนอนได้อย่างรวดเร็ว
หยางซิ่วอิงจัดสัมภาระให้ลูกสาว ความเศร้ายามต้องจากลาก็ทะลักขึ้นมาในใจ ดวงตาแดงก่ำในพริบตา
ราวกับมีถ้อยคำมากมายอยากพูด ท้ายที่สุดกลับกำชับเพียงว่า “เดินทางดี ๆ ดูแลตัวเองให้ดี พอถึงเมืองหลวงแล้วรีบส่งข่าวมาบอกแม่ว่าปลอดภัย”
เมื่อเห็นเช่นนั้น เฉียวซินก็เกิดความอาลัยอาวรณ์ขึ้นมาในใจอย่างฉับพลัน
“รู้แล้วค่ะแม่!”
เธอโอบกอดอีกฝ่ายแล้วเอ่ยเสียงอ่อนโยน “แม่ก็ต้องดูแลตัวเองให้ดีนะ ถ้าหนูตั้งหลักที่นั่นได้เมื่อไร จะไปรับแม่มาอยู่ด้วยกัน”
“ได้ ๆ แม่จะรอลูกไปรับไปสุขสบายด้วยกัน” หยางซิ่วอิงเช็ดน้ำตา พลางพยักหน้าซ้ำ ๆ
พนักงานรถไฟเร่งให้ญาติที่มาส่งลงจากขบวน รถไฟใกล้ออกแล้ว หยางซิ่วอิงจึงจำใจต้องลงไป
“จำไว้นะ อย่าฝืนทนให้ตัวเองลำบากเด็ดขาด มีเรื่องอะไรก็โทรหาแม่...”
หยางซิ่วอิงลงจากรถไฟทั้งที่ดวงตาแดงก่ำ เดินไปพลางหันกลับมามองสามครั้ง
เมื่อรถไฟออกเดินทาง เฉียวซินมองผ่านหน้าต่างไปยังเงาร่างบนชานชาลาที่ค่อย ๆ เล็กลง หัวใจขมปร่าจนแทบทนไม่ไหว สายตาพร่าเลือนลงทีละน้อย
หญิงสาวที่นอนอยู่เตียงฝั่งตรงข้ามเห็นเข้า ก็ถามอย่างขบขันว่า “นี่เป็นครั้งแรกที่คุณเดินทางไกลหรือ?”
เฉียวซินอายจนยกมือปาดน้ำตา แล้วตอบออกไปโดยไม่ทันคิด “ก็ไม่เชิงค่ะ!”
ร่างเดิมไม่เคยเดินทางไกล แต่ชาติที่แล้วเธอเรียนมหาวิทยาลัยและท่องเที่ยว จึงเคยเดินทางไกลคนเดียวอยู่หลายครั้ง
“คุณจะไปทำอะไรที่เมืองหลวง?”
หญิงสาวคงได้ยินคำพูดของหยางซิ่วอิงก่อนหน้านี้ จึงรู้ว่าเธอกำลังจะไปเมืองหลวง
เฉียวซินมองอีกฝ่าย หญิงสาวคนนี้ช่างเข้ากับคนง่ายเสียจริง
“คู่หมั้นของฉันทำงานอยู่ที่นั่นค่ะ”
หญิงสาวสนใจขึ้นมาทันที เดิมทีเธอนอนเอนอยู่บนเตียง แต่กลับลุกขึ้นนั่งตรง
“คุณกับคู่หมั้นคบหากันเอง หรือว่าครอบครัวเป็นคนแนะนำให้รู้จัก?”
“ครอบครัวแนะนำให้ค่ะ”
“แล้วก่อนหน้านี้เคยเจอกันไหม?”
เฉียวซินขมวดคิ้วเล็กน้อย ทำไมผู้หญิงคนนี้ถึงชอบถามเรื่องส่วนตัวของคนอื่นนักนะ
“เคยค่ะ” เธอตอบปัด ๆ
“งั้นก็ดีเลย”
หญิงสาวเปิดฉากเล่าเรื่องของตัวเอง
“เดิมทีฉันก็จะไปเมืองหลวงเพื่อพบคู่หมั้นเหมือนกัน เป็นคู่หมั้นที่ผู้ใหญ่ในบ้านหมั้นหมายไว้ตั้งแต่เด็ก แต่ฉันไม่คิดจะไปแล้ว”
ความรำคาญใจที่เฉียวซินมีอยู่เมื่อครู่สลายไปทันที เธอไม่ชอบพูดเรื่องส่วนตัวของตัวเอง และก็ไม่ชอบซักไซ้เรื่องส่วนตัวของคนอื่น แต่ถ้าอีกฝ่ายเต็มใจเล่า เธอก็ยินดีฟังมาก
ดวงตาทั้งคู่เป็นประกายขณะมองอีกฝ่าย เห็นได้ชัดว่ากำลังฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ
เมื่อเห็นว่าเฉียวซินสนใจ หญิงสาวก็ยิ้มบาง ๆ แล้วเล่าต่ออย่างเปิดเผย
“ฉันไม่เคยเจอฝ่ายนั้นเลยด้วยซ้ำ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหน้าตาเป็นยังไง ฉันไม่ชอบการแต่งงานที่พ่อแม่จัดให้โดยไม่ถามความสมัครใจ”
“สมัยนี้เป็นยุคไหนแล้ว ยังจะใช้วิธีให้พ่อแม่จัดการเรื่องแต่งงานให้อีก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการหมั้นหมายกันตั้งแต่เด็กเลย อีกอย่าง ฉันมีคนรักอยู่แล้ว”
พอเอ่ยถึงคนรัก หญิงสาวก็สดใสขึ้นมาทันตา
“ฉันกับแฟนเป็นเพื่อนร่วมมหาวิทยาลัยกัน เพิ่งเรียนจบปีนี้ เราตกลงกันไว้แล้วว่าเรียนจบก็จะแต่งงานกัน แต่ครอบครัวฉันค่อนข้างหัวโบราณ ยืนกรานให้ฉันแต่งกับคู่หมั้นตั้งแต่เด็ก พูดยังไงก็ไม่ฟัง”
“ในเมื่อพูดไปก็ไม่ฟัง ฉันเลยขี้เกียจจะพูด แกล้งทำเป็นรับปากไปก่อน พอรถไฟถึงเมืองไห่ ฉันก็จะลงจากรถ แฟนฉันรออยู่ที่นั่น”
เฉียวซินเบิกตากว้าง หญิงสาวคนนี้ใจกล้าเกินไปแล้ว นี่คิดจะหนีตามแฟนไปสินะ
ยุคนี้...ไม่สิ ไม่ว่ายุคไหน การหนีตามกันไปก็ไม่ใช่เรื่องน่ายกย่องนัก ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ลงเอยด้วยดี
“แฟนคุณเป็นคนเมืองไห่เหรอ?” เธออดถามแทรกไม่ได้
“ไม่ใช่ ก่อนหน้านี้เราสองคนเรียนมหาวิทยาลัยอยู่ที่เมืองไห่ หลังเรียนจบเดิมทีต่างก็ได้รับการจัดสรรงาน แต่ครอบครัวฉันหาทางย้ายงานของฉันไปเมืองหลวง ส่วนแฟนฉันได้งานที่บ้านเกิด แต่เขาเลือกอยู่เมืองไห่เพื่อฉัน”
เฉียวซินฟังแล้วอดจุ๊ปากไม่ได้ ไม่รู้จะพูดกับหญิงสาวคนนี้อย่างไรดี
ครอบครัวถึงกับหาทางจัดงานให้เธอในเมืองหลวงได้ แสดงว่าครอบครัวของเธอคงมีเส้นสายไม่น้อย
ผู้ใหญ่ในบ้านยังพยายามเต็มที่ให้เธอทำตามสัญญาหมั้นหมายตั้งแต่เด็ก เกรงว่าครอบครัวฝ่ายชายจะมีอำนาจมากกว่าครอบครัวเธอเสียอีก
แต่เธอกับแฟนที่เป็นเพื่อนร่วมมหาวิทยาลัยคนนั้นกลับยอมสละงานทั้งคู่ แล้วอยู่ต่อในเมืองไห่
ไม่มีพื้นฐาน ไม่มีเส้นสาย ต้องเริ่มสร้างตัวจากศูนย์ด้วยตัวเอง ไม่รู้ว่าต่อจากนี้จะต้องลำบากอีกสักแค่ไหน!
