“ทำแบบนี้ไม่กลัวคนที่บ้านเป็นห่วงหรือ?” เฉียวซินเตือนด้วยความหวังดี
รถไฟจะถึงเมืองหลวงพรุ่งนี้ ถึงตอนนั้นฝ่ายชายไปรับไม่เจอ พอติดต่อไปที่บ้านของพวกเขาแล้วพบว่าจู่ ๆ คนตัวเป็น ๆ หายไป ทั้งสองครอบครัวคงเป็นห่วงแทบแย่
“ไม่กลัวหรอก ใครใช้ให้พวกเขาบังคับฉันล่ะ ก็ปล่อยให้ร้อนใจสักหน่อยสิ!”
เอาเถอะ สาวน้อยคนนี้คงถูกตามใจจนเสียคน ต่อให้ตอนนี้เธอพูดเตือนไปสองสามคำ อีกฝ่ายก็คงไม่ฟังอยู่ดี
หวังเพียงว่าคนรักที่อีกฝ่ายพูดถึงจะดีกับเธอสักหน่อย อย่างไรเสียเขาก็ยอมทิ้งงานเพื่ออยู่กับเธอ ก็น่าจะมีใจให้กันจริง ๆ บ้าง
เธอเลิกคิดจะเกลี้ยกล่อมอีกฝ่ายแล้ว แต่เจ้าตัวกลับตรงกันข้าม หันมาเกลี้ยกล่อมเธอแทน
“ฉันว่าเมื่อกี้คุณก็ไม่อยากจากแม่ แถมไม่ได้ดูดีใจที่จะไปเจอคนรักด้วย คุณคงไม่ได้มีความรู้สึกอะไรกับคู่หมั้นเท่าไรใช่ไหม?”
“ฟังฉันนะ ถ้าไม่มีใจให้กันก็ไม่ต้องฝืน คุณต้องกล้าไล่ตามความสุขของตัวเอง ไปตามหาคนที่รักคุณและคุณก็รักเขาจริง ๆ”
“ไม่อย่างนั้นลงที่เมืองไห่พร้อมฉันไหม? ฉันรับคุณไว้ก่อนได้สักพัก...”
“ไม่เป็นไร ขอบคุณนะ ฉันกับคนรักเข้ากันดี!”
เฉียวซินรีบขัดอีกฝ่ายก่อนจะพูดจบ
สาวน้อยคนนี้ช่างสนิทสนมกับคนง่าย แถมยังกระตือรือร้นเกินไปหน่อย ทำเอาเธออดสงสัยไม่ได้ว่าอีกฝ่ายจะเป็นพวกค้ามนุษย์หรือเปล่า
โชคดีที่สถานีถัดไปคือเมืองไห่ ไม่นานรถไฟก็ถึงสถานีเมืองไห่ หญิงสาวหิ้วสัมภาระลงจากรถอย่างร่าเริง
เฉียวซินมองผ่านหน้าต่างรถไฟ เห็นผู้ชายคนหนึ่งมารอรับเธออยู่ที่ชานชาลา อีกฝ่ายดูสุภาพเรียบร้อย สวมแว่นกรอบเงินและมีท่าทางเหมือนบัณฑิต
ทั้งคู่ดูรักกันมาก สายตาที่มองกันหวานหยดย้อยราวกับมีเส้นใยเชื่อมโยง
ก็ยุคสมัยนี้ยังหัวโบราณ ต่อให้รักกันแค่ไหนก็ทำได้เพียงมองกัน ต่อหน้าคนอื่นแม้แต่จับมือยังไม่ได้
ถ้าเป็นยุคหลัง เธอเชื่อว่าทั้งคู่คงกอดจูบกันไปนานแล้ว
รถไฟออกเดินทางอย่างรวดเร็ว ช่วงทางที่เหลือเงียบสงบเป็นพิเศษ เห็นได้ชัดว่าตั๋วของหญิงสาวก่อนหน้านี้เป็นปลายทางเมืองหลวง ที่นอนฝั่งตรงข้ามจึงไม่มีใครมานั่งตลอดทาง
ค่ายทหารเขตทหารนครหลวง
ฟู่หมิงเจ๋อวางสายด้วยสีหน้าเรียบเฉย โทรศัพท์จากที่บ้านบอกว่าคู่หมั้นวัยเด็กของเขากำลังจะมาหาถึงค่ายเพื่อแต่งงาน และสั่งให้เขาไปรับที่สถานี
ตอนนั้นคุณปู่ยังไม่ได้กลับเมืองหลวง เขาประจำตำแหน่งอยู่ที่เมืองหาง วันหนึ่งประสบเหตุอันตราย ลูกน้องของเขาสละชีวิตช่วยเอาไว้
ก่อนสิ้นใจ อีกฝ่ายฝากคุณปู่ให้ช่วยดูแลครอบครัว โดยเฉพาะหลานสาวที่เพิ่งอายุครบหนึ่งขวบ ทั้งยังหวังให้สองครอบครัวหมั้นหมายกันไว้
คุณปู่รับปากทันที ตั้งแต่นั้นมาเด็กชายวัย 6 ขวบอย่างเขาก็มีคู่หมั้นวัยเยาว์คนหนึ่ง
ผ่านไป 20 ปี อีกฝ่ายเรียนจบแล้ว ในที่สุดก็จะมาหาเขาเพื่อทำตามสัญญาหมั้นหมาย
เขาไม่ได้ดีใจและไม่ได้ไม่พอใจ ไม่มีอารมณ์ใด ๆ ทั้งสิ้น มองเรื่องนี้เป็นเพียงภารกิจที่ต้องทำให้สำเร็จ
ให้เขาไปรับที่สถานีหรือ?
ไม่มีเวลา!
เขายังต้องฝึกทหารในบังคับบัญชา ภารกิจฝึกซ้อมนี้วางแผนไว้นานแล้ว เปลี่ยนแปลงไม่ได้
เขาเรียกพลสื่อสารมาหา “เสี่ยวหลิน พรุ่งนี้เช้าไปสถานีรถไฟช่วยฉันรับคนหน่อย”
“รับใครครับ?”
ฟู่หมิงเจ๋อคิดอยู่ครู่หนึ่ง ดูเหมือนเขายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคู่หมั้นชื่ออะไร
เขานวดหว่างคิ้ว หยิบโทรศัพท์ที่วางอยู่ข้างมือขึ้นมา แล้วก็วางลงอีกครั้ง
“คู่หมั้นฉันน่ะ ยังไม่รู้ชื่อ พอถึงตอนนั้นถือป้ายเขียนชื่อฉันไว้ อีกฝ่ายน่าจะรู้เอง”
“รับทราบครับ ผู้บังคับกองพัน!” หลินชิงซานเบิกตากว้าง ตอบเสียงดัง
โอ้โห เขานึกว่าผู้บังคับกองพันของพวกเขาจะเป็นโสดไปทั้งชีวิต ที่แท้มีคู่หมั้นอยู่แล้วตั้งนาน
จุ๊ ๆ ใครกันนะที่บอกว่าผู้บังคับกองพันชอบผู้ชาย เขาจะไปตบหน้าให้เดี๋ยวนี้เลย
ก็แค่ปฏิเสธหมอทหารสองคน พยาบาลหลายคน แล้วก็สาว ๆ จากคณะศิลปะอีกไม่รู้กี่คนเท่านั้นเอง กลับถูกลือว่าผู้บังคับกองพันไม่ชอบผู้หญิง แต่ชอบผู้ชาย
ตอนนี้คู่หมั้นของผู้บังคับกองพันกำลังจะมาแล้ว อยากรู้นักว่าพวกปากมากจะเอาอะไรไปนินทาอีก
เพียงคืนเดียว ข่าวว่าคู่หมั้นของผู้บังคับกองพันฟู่กำลังจะมาที่ค่ายก็แพร่ไปทั่วเขตทหาร
เช้าวันถัดมา ฟู่หมิงเจ๋อเพิ่งเสร็จจากการฝึกซ้อมตอนเช้า ผู้บังคับกรมเกาฟงก็เรียกเขาไปที่ห้องทำงาน
“วันนี้คู่หมั้นนายจะมาหรือ?” เกาฟงถามยิ้ม ๆ
“ครับ”
ฟู่หมิงเจ๋อยืนหลังตรง มองตรงไปข้างหน้าไม่วอกแวก ราวกับกำลังยืนตรงอยู่
เกาฟงจิบชา ยกเปลือกตาขึ้นเล็กน้อยแล้ววางถ้วยชาลง คนคนนี้จริงจังตลอดเวลา น่าเบื่อชะมัด!
เดิมทีเขายังคิดจะแซวอีกสักสองคำ แต่ตอนนี้หมดอารมณ์แล้ว จึงโบกมือ
“ไปเถอะ ฉันอนุญาตให้ลาหนึ่งวันพอดีวันนี้รถก็ว่าง ขับรถไปรับคนรักของนายสิ”
“ไม่ต้องครับ ผู้บังคับกรม ผมยังมีภารกิจฝึกซ้อม เสี่ยวหลินจะไปรับแทนผม”
เกาฟงถึงกับพูดไม่ออก “นายไม่ไปรับด้วยตัวเองหรือ?”
“ไม่ไปครับ!”
“แล้วนายไปมีคนรักได้ยังไง?”
“ที่บ้านจัดหมั้นหมายกันไว้ตั้งแต่เด็กครับ”
“มิน่าล่ะ!”
เกาฟงคิดในใจ ดีที่ครอบครัวเขามองการณ์ไกล ไม่อย่างนั้นด้วยนิสัยทึ่มทื่อเหมือนท่อนไม้ของหมอนี่ คงได้เป็นโสดไปทั้งชีวิต
เขารู้ว่าหมอนี่ให้ความสำคัญกับการฝึกซ้อมมาก ถ้าบอกว่าไม่ลาย่อมไม่ลา เขาจึงไม่คิดจะเกลี้ยกล่อม เพียงพูดว่า
“งั้นให้เสี่ยวหลินขับรถไปรับเธอ อย่าปล่อยให้สาวน้อยบอบบางเดินทางไกลด้วยรถไฟแล้วยังต้องเดินมาที่ค่ายอีก
ค่ายของพวกเขาอยู่ชานเมือง ไม่มีรถประจำทางมาถึงค่าย นั่งรถไปได้แค่หมู่บ้านใกล้ ๆ จากนั้นยังต้องเดินต่ออีกราวหนึ่งชั่วโมงกว่าจะถึงค่าย
ฟู่หมิงเจ๋อเห็นด้วยกับคำพูดของผู้บังคับกรม คราวนี้จึงไม่ได้ปฏิเสธและรับปาก
หลินชิงซานขับรถมุ่งหน้าไปสถานีรถไฟเมืองหลวงด้วยความเร็วสูง สีหน้าตื่นเต้นยิ่งกว่าผู้บังคับกองพันฟู่เสียอีก
ไม่สิ ผู้บังคับกองพันฟู่ไม่ได้ดูตื่นเต้นอะไร คนที่ตื่นเต้นคือพวกทหารใต้บังคับบัญชาต่างหาก
ตอนฝึกวันนี้ ทุกคนยิ้มกว้างให้ผู้บังคับกองพันฟู่กันเป็นแถว
ฟู่หมิงเจ๋อเห็นว่าทุกคนดูฮึกเหิมกันมาก จึงรู้สึกพอใจ
“ทุกคน เตรียมตัว วิ่งแบกน้ำหนักเพิ่มอีก 10 รอบ”
ทุกคน: จากที่ยิ้มยิงฟัน กลายเป็นกัดฟันแทน!
.
บนรถไฟ
พนักงานรถไฟประกาศเตือนว่าอีกไม่นานรถไฟจะถึงสถานีเมืองหลวง เฉียวซินสะดุ้งตื่น รีบเก็บสัมภาระของตัวเอง
การเดินทางครั้งนี้ไม่ได้ทรมานอย่างที่เธอคิด ก่อนหน้านี้เธออ่านนิยายมาหลายเรื่อง ต่างบอกว่ารถไฟขบวนสีเขียวในยุคนี้แออัด กลิ่นเหม็น เดินทางช้า แถมยังล่าช้าเป็นประจำ
แต่ขบวนที่เธอนั่งก็ยังพอไหว อาจเป็นเพราะเธออยู่ตู้โดยสารนอน คนแถวนี้ไม่เยอะ กลิ่นก็ชวนพูดไม่ออกอยู่บ้าง แต่ยังดีที่เปิดหน้าต่างระบายอากาศได้
ความเร็วช้ากว่ารถไฟความเร็วสูงมากจริง ๆ แถมเวลาเดินรถก็ไม่ค่อยตรง แต่ก็ล่าช้าแค่ 2 ชั่วโมง เธอยังพอรับได้
อาหารในกล่องข้าวสองใบที่แม่เตรียมให้ เธอกินจนหมดเกลี้ยง รสชาติอร่อยจริง ๆ
เกือบทำคนอื่นในตู้โดยสารหอมจนเคลิ้มไปด้วย ทุกครั้งที่เธอกินอะไร ก็ได้ยินเสียงคนกลืนน้ำลาย
ตอนเช้าเธอกินแค่ขนมปังกรอบนิดหน่อยกับแอปเปิลหนึ่งลูก ตอนนี้ใกล้เที่ยง 12 นาฬิกาแล้ว ท้องหิวตั้งนาน
เฉียวซินแทบอดใจรอลงจากรถไฟไม่ไหว อยากหาร้านกินข้าวให้อิ่มหนำ แต่เพราะชุดชั้นในรู้สึกไม่ค่อยสบาย เธอจึงขยับจัดอยู่นั่นจัดอยู่นี่จนเสียเวลาไปพักหนึ่ง
เธอยังดึงผ้าพันแผลบนหน้าผากออก แล้วใช้หน้าม้าปิดไว้ แบบนี้ก็ไม่มีใครมองเห็นแผลบนหน้าผากแล้ว
กว่าจะหิ้วสัมภาระลงจากรถไฟ เธอก็อยู่ท้ายแถวเสียแล้ว
ชวนให้หงุดหงิดจริง ๆ
แต่พอเดินออกจากสถานี เธอก็เห็นทหารคนหนึ่งถือป้ายไว้ บนนั้นเขียนชื่อ “ฟู่หมิงเจ๋อ” ตัวใหญ่เด่นหรา
ความหงุดหงิดทั้งหมดพลันมลายหายไป เหลือเพียงความยินดี
ดีจัง มีคนมารับเธอแล้ว ไม่ต้องหิ้วสัมภาระเอง แถมไม่ต้องเที่ยวถามทางไปค่ายด้วย
เธอยืนยันชื่อบนป้ายอีกครั้ง แล้วท่องในใจหนึ่งรอบ ถูกต้อง ชื่อนี้แหละ
ที่แท้คู่หมั้นของเธอชื่อสามตัวนี้เอง ฟังเพราะใช้ได้เลย!
