หมู่บ้านตระกูลหลิวอยู่ทางทิศตะวันออกของหมู่บ้านเฉิน ห่างกันเพียงแนวสันเขา ข้ามไปก็ถึง
เสิ่นลู่ซีออกเดินทางตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง เดินตามทางเล็กบนภูเขา ซึ่งใกล้กว่าถนนหลวงเกือบครึ่งหนึ่ง
หลังจากหลิวเฉียวเหนียงแต่งเข้าตระกูลเฉิน หวังกุ้ยฮวาก็ไม่ให้นางติดต่อกับครอบครัวเดิม บอกว่า “บุตรสาวที่แต่งออกไปแล้วก็เหมือนน้ำที่สาดออกไป” แม้แต่ยามเทศกาลก็ไม่ให้นางกลับไป
ทางตระกูลหลิวก็ใช่ว่าจะไม่เคยมาหา แต่มาแต่ละครั้งก็ถูกหวังกุ้ยฮวาขวางไว้นอกประตูรั้ว ทั้งด่าทอทั้งไล่ตะเพิด
มาสองสามครั้ง หลิวผู้เฒ่าก็โกรธจนทุบโต๊ะ บอกว่าจะไม่ก้าวเท้าเข้าบ้านตระกูลเฉินอีก ต่างฝ่ายต่างขาดการติดต่อไปเช่นนั้น
ในชาติก่อน เสิ่นลู่ซีเพิ่งได้พบตากับยายตอนหนีภัยอพยพ ครานั้นคนทั้งสองผ่ายผอมจนแทบจำไม่ได้ สุดท้ายก็อยู่ไม่รอดข้ามฤดูหนาวปีนั้น
ชาตินี้จะไม่เป็นเช่นนั้นอีก
ข้ามสันเขามา หมู่บ้านตระกูลหลิวก็ปรากฏเบื้องหน้า
หมู่บ้านเล็กกว่าหมู่บ้านเฉิน มีราวยี่สิบสามสิบครัวเรือนตั้งเรียงรายตามตีนเขา ตรงปากทางเข้าหมู่บ้านมีต้นฮ่วยเก่าแก่ต้นหนึ่ง ใต้ต้นไม้ผูกวัวเหลืองไว้ตัวหนึ่ง กำลังสะบัดหางไล่แมลงวัน
เสิ่นลู่ซีเดินเลียบทางในหมู่บ้านเข้าไป มีชาวบ้านจำนางได้
“นี่ใช่บุตรสาวของเฉียวเหนียงหรือไม่ หลายปีไม่ได้พบ โตขึ้นถึงเพียงนี้แล้ว”
เสิ่นลู่ซียิ้มพลางเรียกว่าพี่สะใภ้ แล้วเดินตรงเข้าหมู่บ้านไปโดยไม่แวะพัก
บ้านของตระกูลหลิวอยู่ท้ายหมู่บ้าน รั้วไม้ไผ่กั้นล้อมรอบเรือนดินสามหลัง ในลานบ้านตากหนังสัตว์ไว้หลายผืน ข้างกำแพงดินตั้งคันธนูสองคันและลูกธนูอีกมัดหนึ่ง
ประตูลานบ้านเปิดอยู่ ชายชราผมดอกเลาคนหนึ่งกำลังนั่งยองๆ ลับมีดอยู่ในลาน
มองใกล้ๆ เป็นมีดล่าสัตว์ กว้างราวฝ่ามือ ลับจนเป็นเงาวาว
ชายชราร่างกายยังกำยำแข็งแรง หัวไหล่กว้างหนา แม้ผมจะหงอกกว่าครึ่ง แต่นั่งยองๆ อยู่ตรงนั้นก็ยังดูมั่นคง
