อาหารค่ำมื้อนี้เป็นฝีมือของหลิวเฉียวเหนียง
เจ้าสำนักให้พนักงานยกข้าวสารหยาบครึ่งถุงกับผักแห้งกำหนึ่งมาส่ง หลิวเฉียวเหนียงใส่ผักดองที่เตรียมมาเองและผักเบี้ยใหญ่ที่เด็ดจากสวนหลังเรือนลงไป ต้มเป็นโจ๊กข้นหม้อใหญ่ พร้อมกับใช้ผักดองผัดเป็นกับข้าวร้อน ๆ อีกหนึ่งจาน
ผู้คนสามสิบชีวิตนั่งล้อมวงกันในสวนหลังเรือน กินข้าวไปพลางชมตะวันลับฟ้าไปพลาง
เด็กชายสองคนของบ้านป้าหลานกินจนเมล็ดข้าวเต็มปาก ถูกซุนต้าจู้ดีดหน้าผากคนละที "กินช้า ๆ หน่อย ไม่มีใครแย่งเจ้าหรอก"
ท่านตาหลี่ถือชามนั่งอยู่บนขั้นบันได ซดโจ๊กพลางถอนใจพลาง "ตั้งแต่ก้าวออกจากบ้านมา ข้าวมื้อวันนี้แหละที่กินแล้วรู้สึกหนักท้องที่สุด"
หลี่ถางหนิวนั่งยอง ๆ อยู่ข้างท่านตาหลี่ สามสี่คำเกลี้ยงชามหนึ่ง แล้วไปตักเพิ่มอีกเป็นชามที่สอง "ท่านพ่อ ท่านอย่าถอนใจอีกเลย กินเยอะ ๆ จะได้มีแรงเดินทาง"
"ข้าถอนใจแล้วอย่างไร? ดีใจก็ถอนใจได้" ท่านตาหลี่เหลือบตาขาวใส่บุตรชาย
เฉินลู่ซีนั่งถือชามอยู่ข้าง ๆ รถลาก กินข้าวพลางฟังผู้คนพูดคุยไปด้วย
ป้าหลานเดินเข้าไปใกล้หลิวเฉียวเหนียง กระซิบถาม "พี่เฉียวเหนียง ผักดองของท่านทำอย่างไรหรือ? อร่อยกว่าที่บ้านข้าทำนัก"
หลิวเฉียวเหนียงยิ้มน้อย ๆ "ก็ไม่มีสูตรลับอะไร ใส่ขิงซอยกับกระเทียมสับเยอะหน่อย ตอนดองก็โรยเกลือสลับกับผักเป็นชั้น ๆ กดจนแน่นแล้วปิดผนึกไห"
"ว่าแล้วเชียว มิน่าล่ะรสชาติถึงไม่เหมือนกัน วันหน้าถึงที่หมายท่านสอนข้าหน่อยได้หรือไม่"
"ได้สิ เมื่อถึงตอนนั้นพวกเราสองคนช่วยกันดอง"
สตรีทั้งสองพูดคุยกันเปิดอก จากผักดองเลยไปถึงการทำรองเท้า และจากการทำรองเท้าก็เลยไปถึงการจะใช้ด้ายชนิดใดเย็บพื้นรองเท้าจึงจะทนทานที่สุด
