หลายปีก่อน ขณะที่เขายังเป็นขุนนางในหานหลิน องค์ฮ่องเต้ทรงส่งเขาไปดำรงตำแหน่งนักปกครองการศึกษาที่จิ่นโจวเป็นเวลาสามปี ในปีแรก ขณะตรวจตราข้าราชการการศึกษาแห่งจิ่นโจว รถม้าของเขาได้ทำให้หญิงสาวคนหนึ่งตกใจโจษ นาทีนั้นเขาแทบประทับใจจนลืมตาย เพราะคิดในใจว่าแดนห่างไกลเช่นนี้แท้จริงจะมีหญิงงามเช่นนี้ได้หรือ
เขาเกิดความคิดคะนึง จึงอาศัยข้ออ้างว่าจะดูแลทุกข์สุขของนาง และเมื่อไต่ถามจนรู้ว่านางเป็นเพียงช่างปักมือหนึ่ง ก็เบ่งบานไมตรีอ่อนหวานให้คนพานางมาติดตามอยู่เคียงข้าง
เขามิได้ปรารถนาอื่น หากแค่ต้องการหญิงอ่อนหวานอยู่ข้างกายระหว่างสามปีแห่งจิ่นโจว เพื่อให้ชะงักหนาวใจ แต่เมื่อถึงวันจากลา กลับเกิดความรักแท้จริงขึ้นมาสองสามส่วน
ทว่าในเรือนเขาก็มีภรรยาที่รักกันมาแต่เยาว์วัยแล้ว และเคยให้สัตย์ว่าจะมีแต่ภรรยาเพียงคนเดียว แม้จะรับนางบำเรอก็ต้องได้รับความเห็นชอบจากภรรยาก่อน
เขาไม่กล้าพานางกลับไปให้เรือนแตกเรือนแตกร้าว จึงเหลือเงินพอเพียงไว้ให้นาง แล้วจากไปโดยไม่แม้แต่จะกล่าวคำร่ำลา
จากกันไปราวสิบกว่าปี นางเองก็รู้ความเป็นมาของเขาโดยแจ่มแจ้ง แต่ก็มิเคยตามหาเขาไปเลย
ครั้นได้อ่านจดหมายที่มีทั้งความตายและการฝากฝังธิดาไว้นั้น เชิ่นหรงเชิงก็ระลึกถึงหยดรักครั้งเก่า หาได้ยากที่เขาจะยืนกรานสักครั้ง แม้ทะเลาะกับฮูหยินผู้เป็นภรรยาถึงครึ่งเดือน ก็มุ่งจะพาธิดากลับมาให้ได้
เขาเอ่ยถอนใจเบา ๆ ด้วยความตื้นตันในใจ “เวยถือ…”
พอเอ่ยนามนี้ออกมา เขาก็รู้สึกขื่นคอแห้งผาก เพราะชื่อนี้ก็คือชื่อที่ตนเองตั้งให้ในครั้งนั้น ยามจากไปนั้นเชิ่นเวยถือยังมีอายุเพียงหนึ่งปีเศษเท่านั้น
เชิ่นเวยถือเงยหน้าขึ้นมองบิดาด้วยหวั่นไหวเต็มขอบตา “ท่านบิดา”
เชิ่นหรงเชิงจึงได้เหลือบดูแจ่มชัดว่าใบหน้าเบื้องหน้านี้งามเกินคาด ยากจะกลั้นใจไม่ให้สะทกสะท้าน ครั้นเห็นหยดน้ำในดวงตานั้น ก็เอ่ยถามโดยมิได้ตั้งใจ “มารดาของเจ้าป่วยลงแล้วจากไปเช่นไร”
เชิ่นเวยถือใช้ผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตา แต่ก็มิอาจกั้นสายน้ำแห่งความโทมนัสไว้ได้ เอ่ยอู้อี้ว่า “มารดาพาเงินที่ท่านบิดาฝากไว้ครั้งนั้น พาหนูพยาบาลหนีไปอวี่หยาง เลี้ยงหนูโตมาแต่ผู้เดียว แต่ภายหลังเงินและเรือนถูกน้าชายกับยายน้อยยึดครองไป มารดาจำเป็นต้องหาเลี้ยงครัวเรือน จึงปักงาจนไม่ว่างกลางวันกลางคืน ยามราตรีก็นอนดึกดื่น สะสมโรคกันปีเข้าปี จึงล้มป่วยลง…”
“แม้จะเรียกหมอมาบำบัดก็ไม่อาจช่วยอะไรได้…”
เชิ่นเวยถือมิได้เอ่ยต่อ หากทำทีเป็นสะอึกสะทืนจนเอ่ยคำไม่ออก
เชิ่นหรงเชิงครวญในใจ บอกกล่าวกับตนเองเบา ๆ “นางมิได้แต่งงานใหม่เลย แล้วก็จากไปเช่นนี้เอง…”
เชิ่นเวยถือเงยขึ้นมองเชิ่นหรงเชิงอีกครั้ง ขอบตาแดงก่ำ “ก่อนมารดาจะจากไป ท่านสั่งให้หนูเชื่อฟังท่านบิดาทุกประการ ยังกล่าวว่าหากท่านบิดามีความลำบากใจ ให้หนูเข้าใจแทนท่าน อย่าเป็นภาระให้ท่าน”
เอ่ยแล้วนางจึงกลั้นเสียงแหบพร่าถามอย่างระแวดระวัง “หนูเวยถือเป็นภาระให้ท่านบิดาหรือพะยะค่ะ”
ครั้นเชิ่นเวยถือเงยหน้าขึ้นเช่นนั้น ใบหน้านั้นก็ยังความทรงจำของเชิ่นหรงเชิงกลับคืนมา โฉมนี้คล้ายมารดาของนางอยู่สองสามส่วน หากแต่งดงามระยิบระยับกว่า เมื่อเหลือบเห็นไฝดำเล็ก ๆ ที่หางตา ก็ระลึกได้ว่าครั้งอุ้มเชิ่นเวยถือแรกเกิด ตนเองเคยเอ่ยชมว่าไฝนี้งามนัก
ช่างแท้แน่อนี่ เป็นธิดาแท้ ๆ ของตนจริง
หัวใจเขาเต้นโกธร ก้าวขึ้นไปหนึ่งก้าว มองหยดน้ำในดวงตาธิดา ความผิดความรู้สึกนี้ยิ่งทวีหนัก เอ่ยเสียงต่ำ “เจ้าเป็นธิดาของข้า ข้ารับเจ้ากลับมาแล้วไฉนจะเป็นภาระได้”
“นับแต่นี้เจ้าจงอยู่ ณ ฮั่วฝู่อย่างสบายใจ สิ่งใดเจ้าเจ้าเจามี ข้าจะจัดคนนำไปให้เจ้าเช่นกัน”
“จะไม่ให้เจ้าต้องแต่งเสื้อผ้าเก่าเช่นนี้ และจะไม่ให้เจ้าต้องจืดจางไปอีกต่อไป”
“โฉมเจ้ายิ่งกว่ามารดาเจ้าอีก เมื่อตกแต่งเรียบร้อย ก็ย่อมสมกับเป็นบุตรีแห่งฮั่วฝู่ของข้า”
เชิ่นเวยถือกลับทอดหน้าลงเบา ๆ ดวงตาแช่มน้ำเอ่ยเสียงแหบ “หนูไม่กล้าเทียบกับพี่สาว มีที่ให้อาศัยหลับในก็มิได้ขาดสิ่งใดแล้วพะยะค่ะ”
“ครั้งมารดาสิ้นใจ น้าชายในเรือนก็มารุกล้ำยึดเรือนไป ยังจะขายหนูไปเป็นอนุให้ท่านเจ้าเมือง หนูจึงจำต้องมาพึ่งพิงท่านบิดา เมื่อท่านรับอนุบาลหนูไว้แล้ว ก็มิอาจทวงความเมตตาจากท่านเพิ่มอีกได้”
“ขอเพียงท่านบิดาโปรดเห็นใจหนูสักเล็กน้อย หาคู่ครองที่เหมาะสมสักคู่ให้ธิดา มิได้หวังความมั่งคั่ง ขอเพียงเป็นเรือนสามัญที่เจ้าของเรือนมีความประพฤติเรียบร้อยก็เพียงพอ หนูจะได้จากฮั่วฝู่ไปเร็ว ๆ จะได้ไม่ให้ท่านต้องลำบากใจทั้งสองฟาก”
ที่จริงเชิ่นเวยถือใช้เวลามายังที่นี้ไม่นาน สอบถามบ่าวหญิงก็ล่วงรู้แล้วว่าบิดาของนางในวันสามัญแทบไม่เคยตัดสินใจเรื่องในเรือนหลังด้วยตนเอง ทุกสิ่งทุกอย่างยึดฮูหยินสองเป็นใหญ่ และในเรือนหลังก็ไม่มีนางบำเรอสักคน เห็นได้ว่าในเรือนฝ่ายสองนี้บิดาเป็นผู้ไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจ
คำพูดที่เอ่ยออกไปนั้น ทั้งเป็นการแสดงว่านางเข้าใจแทนบิดา และจริง ๆ ก็มิได้ปรารถนาจะอยู่ที่นี่
บิดาเบื้องหน้ายังมีความรู้สึกผิดต่อนางอยู่เล็กน้อย แต่เมื่อกาลเวลาล่วงไปนานเข้า ความรู้สึกนั้นก็ย่อมค่อย ๆ เลือนหาย
พิเคราะห์ท่าทีของฮูหยินสองในโถงใหญ่วันนี้ ต่อไปนางย่อมมองนางไม่พึงใจอย่างแน่ บิดาเองก็ตัดสินใจไม่ได้ คงอยู่นานเท่าใดก็ยิ่งเพิ่มความเกลียดชังเท่านั้น ครั้นถึงตอนนั้นนางก็เหลือเพียงจองตามใจฮูหยินสอง หากฮูหยินสองอยากส่งนางไปแต่งงานให้ใครก็ตามใจ คงหวังพึ่งบิดาให้เป็นปากเป็นเสียงแทนได้ยาก
เพราะเหตุนี้เอง การใช้ความผูกพันเก่าและความรู้สึกผิดในใจบิดาให้เป็นประโยชน์ รีบจัดการเรือนที่ดีเสียแต่เนิ่น ๆ ย่อมเป็นแผนที่ดีที่สุดที่เชิ่นเวยถือในเบื้องนี้ทำเพื่อตนเองได้
เชิ่นหรงเชิงพอได้ยินเชิ่นเวยถือกล่าวถ้อยคำรู้ผิวรู้เชิงเช่นนี้ ก็รู้สึกเจ็บปวดในใจยิ่งนัก
ธิดาอีกคนของตนอย่างเจ้าเจาเติบใหญ่มาแต่ครั้งเยาว์ด้วยอาหารกานดาเสื้อผ้านวล มีบ่าวไพร่หลายคอยปรนนิบัติ เติบโตในความรักใคร่ดังดวงดาวท่ามกลางผองเทียน แต่ธิดาคนนี้กลับแต่งเสื้อผ้าหยาบคร่าวเช่นนี้ กายกาไม่มีแม้เครื่องประดับสักชิ้น กลับรู้ผิวรู้เชิงและเชื่อฟังเช่นนี้ เขาก็อดไม่ได้ที่จะครวญหา
เขาพยักหน้ารับปากทันที “เรื่องคู่ครองของเจ้าจงวางใจ ถึงเจ้าจะมิใช่บุตรีที่เกิดจากภรรยาหลัก แต่การหาคู่ครองดี ๆ ให้เจ้าก็หาใช่การยากไม่”
“เรือนเจ้าของคู่ครองนั้น ข้าจะเลือกสรรให้ด้วยตนเอง นับเป็นการชดใจที่ข้ามีต่อเจ้าด้วยเถิด”
เชิ่นเวยถือจึงแสร้งขบถึงจนน้ำตาคลอ เงยหน้ามองเชิ่นหรงเชิงเอ่ยเสียงเบาหวาน “มารดากล่าวไว้ก่อนจากไปว่าท่านบิดาจะรักใคร่หนู ยังกล่าวว่าครั้งนั้นท่านบิดาก็จำใจจากไป หนูไม่เคยมีบิดามาแต่เยาว์วัย เพียงได้เห็นหน้าท่านสักครั้งก็สมหวังแล้ว”
“วันนี้ได้พบท่านบิดาในที่สุด ธิดาซาบใจแล้ว ไม่เหลือข้อเสียใจสิ่งใดอีก”
เอ่ยแล้วเชิ่นเวยถือก็หยิบรองเท้าบู๊ตที่วางไว้เบื้องเท้าขึ้นมาถวายเชิ่นหรงเชิง ดวงตาแช่มน้ำประกอบด้วยความเคารพและความระวังต่อบิดา “นี่คือรองเท้าบู๊ตที่ธิดาทำให้ท่านบิดายามอยู่ ณ อวี่หยาง หนูไม่รู้ขนาดเท้าของท่านบิดา เป็นมารดาที่บอกเล่าให้หนูทราบ”
“ท่านบิดาจงหยิบไปลองดู หากคับหรือหลวมเกินไป หนูจะรีบสร้างขึ้นใหม่ถวายอีกคู่ นับเป็นความกตัญญูเล็กน้อยของธิดาก็พะยะค่ะ”
แม้แต่ฮูหยินของเขาเองยังไม่เคยสร้างรองเท้าบู๊ตให้เขาสักครั้ง แต่ธิดาที่พลัดพรากกันสิบกว่าปีกลับมีใจห่วงใยถึงกับสร้างรองเท้าบู๊ตมาถวาย
ธิดาที่รู้ผิวรู้เชิงและนอบน้อมเช่นนี้ ยิ่งทำให้ใจเชิ่นหรงเชิงเปี่ยมไปด้วยความเมตตา เขายื่นมารับรองเท้าบู๊ตจากมือเชิ่นเวยถือ ดวงตากลับอุ่นวูบไปชั่วขณะ เมื่อมองดวงตาแช่มน้ำของนาง ก็เหมือนล่องลอยเห็นหญิงสาวผู้เคยมีไมตรีหวานชื่นต่อเขาในครั้งนั้น
ด้วยโฉมเช่นนาง หากมิได้ติดตามเขาไป คงหาเรือนดี ๆ ให้แต่งงานได้เช่นกัน
สุดท้ายก็เป็นเขาที่ทำผิดต่อนาง นางมิได้แต่งงานใหม่ตลอดชีวิต อุ้มชูเลี้ยงดูธิดาของทั้งสองให้โตมาด้วยผู้เดียว และยังจำขนาดรองเท้าบู๊ตของเขาได้อีก…
ส่วนเขาในชั่วนาตาปีนี้แทบไม่เคยนึกถึงนางเลย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงธิดาของทั้งสอง
เชิ่นหรงเชิงเปี่ยมล้นด้วยความผิดในใจ ก้มหน้าลงกล่าวกับเชิ่นเวยถือว่า “นับแต่นี้เมื่ออยู่ในฮั่วฝู่ หากประสบความลำบากสิ่งใด อย่าไปหาแม่เลี้ยงของเจ้า จงมาหาข้าที่นี่เถิด”
เชิ่นเวยถือเหลือบมองแววบนใบหน้าเชิ่นหรงเชิง แล้วเบ่งบานด้วยท่าทีซาบซึ้งเต็มหน้า ขอบตาแดงก่ำเปียกปอนด้วยน้ำค้าง เอ่ยขึ้นเบา ๆ พร้อมหยดน้ำอีกหนึ่งคำ “ขอบพระคุณท่านบิดาพะยะค่ะ”
เชิ่นหรงเชิงพยักหน้า แล้วก็เอ่ยถอนใจอีกครั้ง
