ภายในห้องเงียบสงัดยิ่งนัก เสิ่นเวยถือครุ่นคิดไว้แล้วว่าอาจต้องเผชิญกับการถูกซักไซ้เอาความเช่นนี้
เหวินสีไม่เคยคิดว่าความผิดพลาดใดจะเป็นของเสิ่นเจาเจา มีแต่จะโยนความผิดให้ซาวเวยถือเสมอ
สีหน้านางเผยความไม่สบายใจอยู่สองส่วน เงยหน้ามองเหวินสี “หรือว่าฮูหยินรองเห็นว่าข้าไม่ควรกลับไปเมื่อวานเจ้าคะ?”
“หากเรือนอื่นเข้าใจพี่หญิงรองผิดไป ข้าจะไปอธิบายให้กระจ่างเดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ”
เหวินสีมีสีหน้าไม่น่ามอง จ้องเสิ่นเวยถือเขม็ง สายตาเย็นเยียบราวกับต้องการมองทะลุเข้าไปในใจนาง
เสิ่นเจาเจาที่อยู่ข้าง ๆ แค่นเสียงเย็น “เจ้ายังจะเสแสร้งอะไรอีก เรื่องเมื่อวานข้ายังสะสางกับเจ้าไม่จบเลย”
“เจ้าเป็นต้นเหตุให้มารดาข้าถูกท่านย่าตำหนิ ไหนลองบอกมาสิว่าข้าควรลงโทษเจ้าอย่างไร?”
เสิ่นเวยถือได้ฟังก็มองเสิ่นเจาเจาอย่างไม่เข้าใจ “พี่หญิงรองจะลงโทษข้าหรือเจ้าคะ?”
เสิ่นเจาเจาหัวเราะเย็นชา “ข้าย่อมลงโทษเจ้าแทนมารดาข้า ต่อให้ท่านย่ารับรองฐานะของเจ้าแล้ว เจ้าก็เป็นเพียงบุตรสาวอนุ ซ้ำยังยากจนข้นแค้น ข้าจะจัดการกับเจ้าได้ง่ายดายเพียงใดกันเชียว”
“เจ้าทำให้มารดาข้าโกรธ วันหน้าหากนางจับคู่เจ้าให้คนพิการหรือคนตาบอด เจ้าถึงค่อยมีเรื่องให้ร้องไห้”
เสิ่นเวยถือชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วหันมองเหวินสี “ข้าไม่ทราบว่าทำผิดสิ่งใด แต่หากฮูหยินรองจะลงโทษข้า ข้าก็ไม่มีอะไรจะโต้แย้ง ยินดีรับโทษเจ้าค่ะ”
เสิ่นเจาเจาหัวเราะเย็น ๆ “พอได้ยินว่าจะจับเจ้าแต่งกับคนพิการก็กลัวแล้วหรือ?”
เสิ่นเวยถือไม่ตอบ เพียงมองเหวินสี
เหวินสีมีสีหน้าเย็นชา แล้วหันไปมองเสิ่นเจาเจาอีกครั้ง “เจ้าพูดให้น้อยหน่อย ไม่ว่าอย่างไรเวยถือก็เป็นน้องสาวคนที่สามของเจ้า เป็นคุณหนูแห่งจวนโหว อย่างไรก็ไม่ถึงกับจับนางแต่งเข้าบ้านเช่นนั้น”
