ที่จริงเสิ่นเวยถือเองก็รู้ดีว่าเรื่องนี้บิดาทุ่มเทอย่างเต็มที่แล้ว เพียงแต่นางยังไม่ได้พบอีกฝ่าย ในใจจึงอดกระสับกระส่ายขึ้นมาอย่างไร้เหตุผลไม่ได้
นางรู้ดีว่าตนไม่มีผู้ใดให้พึ่งพิง ก่อนมาที่นี่ก็ได้ยินมาว่าการแต่งงานในราชธานีล้วนคำนึงถึงความเหมาะสมของฐานะทั้งสองฝ่าย คราแรกที่ตัดสินใจมาพึ่งพิงที่นี่ นางก็เข้าใจว่าด้วยรูปโฉมของตน หากอยู่ในอวี่หยางต่อไปคงไม่มีวันสงบสุข นางเป็นสตรีตัวคนเดียว การมาพึ่งพิงที่นี่จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
เพียงแต่นางรู้ฐานะของตนดี จึงไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะรังเกียจชาติกำเนิดของนางหรือไม่
เยือนเติงเห็นคุณหนูนั่งเหม่อลอยอยู่บนเก้าอี้ จึงเดินเข้าไปหยิบยามาทาให้เสิ่นเวยถือ แล้วถามเสียงเบาว่า “คุณหนูกำลังคิดอะไรอยู่หรือ”
เสิ่นเวยถือสบตากับเยือนเติง แสงจากนอกหน้าต่างตกกระทบผิวขาวราวโปร่งแสง ดวงตากระจ่างใสคลอด้วยประกายระลอกน้ำ “ข้ากำลังคิดว่าบุรุษแซ่เจาจะเป็นคู่ครองแท้จริงของข้าหรือไม่ หากเขารังเกียจชาติกำเนิดของข้า เช่นนั้นก็คงไม่ใช่สินะ”
เยือนเติงแค่นเสียงเบา ๆ ใช้นิ้วแตะยาแล้วลูบลงบนผิวเนียนนุ่มของเสิ่นเวยถือ “ชาติกำเนิดของคุณหนูมีอะไรน่ารังเกียจหรือ คนในจวนโหวเหล่านี้สูงส่งนักหรืออย่างไร ก็แค่เกิดมาในตระกูลมั่งคั่ง ไม่เห็นว่าคุณธรรมจะดีสักเท่าไร มีแต่รังแกผู้อ่อนแอและเกรงกลัวผู้แข็งแกร่ง”
“หากเขาดูแคลนก็ช่างเขาเถิด วันหน้าคุณหนูย่อมได้คู่ครองที่ดีกว่านี้”
เสิ่นเวยถือยิ้มบาง ๆ ยกมือปัดเส้นผมทัดหู พลางกลบความเศร้าหมองจาง ๆ ตรงหางตา
ยามค่ำ เสิ่นเวยถือนั่งแก้เสื้อผ้าอยู่ใต้แสงตะเกียง เสื้อผ้าที่สิ่วเสี้ยวส่งมาให้คับอยู่บ้าง นางจึงเลาะด้ายออกแล้วเย็บใหม่อีกครั้ง
เสิ่นเวยถือเรียนงานเย็บปักมาบ้างเพราะมารดา แม้ฝีมือจะไม่ประณีตเท่ามารดา แต่ก็หาใช่คนธรรมดาจะเทียบได้ กระทั่งเยือนเติงยังเย็บไม่เก่งเท่าเสิ่นเวยถือ
