ด้านนี้ซาวเวยถือเดินตามหัวหน้าบ่าวไป ชายผู้นั้นแต่งชุดริ้วรอยสีครามทั้งตัว ผ้าหนาทึบ รูปร่างอ้วนกลมกล่อมออกจะมั่งคั่ง
เยือนเติงเดินอยู่ข้างซาวเวยถือ กระซิบเบา ๆ ว่า “ในฮั่วฝู่นี่ทรงเกียรติจริง ๆ แม้แต่หัวหน้าบ่าวคนเดียวยังแต่งตัวดีเช่นนี้”
“ผ้าริ้วรอยเช่นนี้ในอวี่หยางมีแต่ท่านใหญ่เท่านั้นที่จะใส่ได้”
ซาวเวยถือมองเยือนเติงหนึ่งครั้ง แล้วกระซิบเบา ๆ ว่า “ค่อยว่ากันตอนหลัง”
เยือนเติงจึงเงียบไป เดินตามซาวเวยถือไปอย่างเชื่องช้า
ยิ่งเดินยิ่งเงียบสงบ พอมาถึงหน้าตำหนักเล็กหลังหนึ่งที่หลบมุม หัวหน้าบ่าวฉางก็หันตัวข้างมามองซาวเวยถือ กวาดสายตาไล่ตั้งแต่บนลงล่างหลายตา มิได้แสดงสีหน้าหยิ่งผยองใด ๆ ทว่าก็เป็นเพียงความสุภาพแบบคนไม่รู้จัก มิได้แสดงความอบอุ่นอะไรนัก
เขาชี้เข้าไปในตำหนักว่า “ตำหนักหลังนี้ว่างมาหลายเดือน แต่ทุกสองเดือนจะมีคนมากวาดต้อง เชิญคุณหนูสามเข้าไปพักก่อน สักครู่หญิงรับใช้จะเรียกกุลยามาสองสามคนเข้าไปรับใช้และกวาดต้อง”
กล่าวแล้วหัวหน้าบ่าวฉางก็มองซาวเวยถืออีกหน “ถ้าคุณหนูขาดสิ่งใด พูดกับข้าได้ ณ บัดนี้ ข้าจะให้กุลยาเอามาส่งให้พร้อมกันเลย”
ซาวเวยถือเพิ่งมาถึงฮั่วฝู่ มิประสงค์จะสร้างความวุ่นวายเพิ่ม จึงส่ายหน้าพูดเบา ๆ ว่า “ขอบคุณที่หัวหน้าบ่าวอุตส่าห์อุปการะส่งมาถึงนี่ หาสิ่งใดไม่”
หัวหน้าบ่าวฉางพยักหน้า มิได้ว่าอะไรต่อ หันหลังจากไป
เยือนเติงมองแผ่นหลังหัวหน้าบ่าวฉาง แล้วหันกลับมากล่าวกับซาวเวยถือว่า “คนในฮั่วฝู่นี่ดูท่าทางไม่มีใครคบหาง่ายเลย ดีหน่อยที่ท่านยายเมตตาคุณหนู ตราบใดที่ท่านยายยังเอนเอียงข้างคุณหนูบ้าง วันหน้าของคุณหนูก็ไม่แน่ว่าจะลำบาก”
ซาวเวยถือเงยหน้ามองตำหนักเรียบง่ายนั้น “ขอให้เป็นดั่งว่า”
โคมไฟที่แขวนหน้าประตูตำหนักเหมือนเทียนใกล้มอดไหม้ในสายลม สีสันจางร้างไปนานแล้ว โยนไหวอยู่ในอากาศเย็นชื้นของบ่ายฤดูใบไม้ร่วง
นางเข้าใจดีว่าคำเมตตาของท่านยายก่อนหน้านี้เป็นเพียงถ้อยคำพิธีกรรม ครอบครัวใหญ่ย่อมรักษาใยหน้าอันเป็นทางการไว้เท่านั้น นางเป็นเพียงบุตรสาวนอกสมรสที่ผุดขึ้นมาเสียฉะนั้น ท่านยายจะเมตตานางได้สักเท่าไร
ตำหนักเล็กพังทรุดโทรมแห่งนี้ก็เป็นคำตอบชัดแจ้ง คนทั้งปวงย่อมเอนอกเอนใจให้ผู้สูงศักดิ์และเหยียบย่ำผู้ต่ำต้อย ชานเช่นหัวหน้าบ่าวฉางที่จมปลักอยู่ในที่แห่งนี้มาหลายปี จะไม่รู้พระทัยท่านยายได้อย่างไร
ครั้นเมื่อจัดที่พักให้นางอยู่ที่นี่ ย่อมแปลว่านางมิได้สำคัญอะไรนัก
แต่เช่นนี้ก็ดี นางแต่แรกมิได้ประสงค์จะเป็นที่สนใจของใคร
ภายในตำหนักหญ้าป่าขึ้นรกไปทั่ว หินเขียวปกคลุมด้วยใบไม้ร่วง ด้านหน้ามีเรือนหลักเพียงสามห้อง ข้าง ๆ เป็นเรือนข้างสองหลัง ท่ามกลางฮั่วฝู่อันทรงเกียรติดูรกร้างผิดวิสัยยิ่งนัก ทว่าก็ดีกว่าที่นางเคยพักอาศัยมาแต่ก่อนหลายเท่า
ผลักประตูใหญ่เรือนหลักออก กลิ่นไม้เก่าอันขจัดจานขจายออกมา เครื่องเรือนมีเพียงฝุ่นบาง ๆ ชั้นหนึ่ง กวาดต้องนิดหน่อยก็อยู่คนได้
ไม่ช้ากุลยาสามคนที่หัวหน้าบ่าวส่งมาก็มาถึง
กุลยาทั้งสามเข้ามาคารวะซาวเวยถือ เรียกว่าคุณหนูสามหนึ่งครั้ง รับฟังคำสั่งแล้วจึงออกไปกวาดต้องเรือน
กุลยาทั้งหลายทำงานมิได้คล่องแคล่ว ก็มิได้เกียจคร้าน เป็นเพียงทำอยู่ ราวกับทั้งหมิ่นใจที่ต้องมาเป็นกุลยารับใช้ที่นี่ แต่ก็ฝืนเพราะกติกา
ซาวเวยถือมิได้ใส่ใจเรื่องเหล่านี้ นางเดินทางบนรถมาเป็นเวลาครึ่งเดือนกว่าแทบไม่ได้พักผ่อน ยามนี้รู้สึกราวกับกระดูกทั้งปวงเลิกลาย ขืนอดทนต่อไปอีกเพียงครู่เดียวก็คงไม่ไหว จึงนั่งพิงเก้าอี่ริ้วรอยริมหน้าต่างไปครู่หนึ่ง
แสงไฟนอกหน้าต่างส่องผ่านกระดาษหน้าต่างเข้ามา ตกอยู่บนชุดสีชมพูเก่า ๆ ทั้งตัว ส่งให้ดูสงบนิ่งและเรียบร้อย
ยามค่ำมีกุลยามาถวายคำหลายครั้ง ให้ซาวเวยถือไปพบท่านใหญ่คนที่สอง
ซาวเวยถือนั่งอยู่หน้าโต๊ะ เอาปิ่นเงินออกจากเส้นผม วางลงในกล่องเล็ก
เยือนเติงยืนข้างซาวเวยถือ พูดเบา ๆ ว่า “ท่านใหญ่คนที่สองกลับมาแล้วอยากพบคุณหนู แต่งตัวแบบนี้ไปจะง่ายเกินไปหรือไม่”
ซาวเวยถือมองคนในกระจกทองแดง ใบหน้าเรียบ ๆ นั้นซีดขาย้อนสุขภาพเล็กน้อย นางส่ายหน้า “ยิ่งเรียบยิ่งดี”
แล้วพูดเบา ๆ เพิ่มว่า “เอาสังวาลที่หนูเอาไปทำให้ไปด้วย”
เยือนเติงรีบหันไปหยิบสังวาลจากห่อผ้า
ซาวเวยถือก้มมองสังวาลในมือ ลูบเบา ๆ หลายครั้งจึงเอ่ยว่า “ไปเถิด”
เยือนเติงแต่แล้วพูดขึ้นโดยไม่ตั้งใจ “คุณหนู เดี๋ยวก่อน”
กล่าวแล้วนางก็หยิบเนื้อหยกชิ้นหนึ่งออกมา วางลงในกล่องที่เปิดอยู่บนโต๊ะ แล้วหันมายิ้มให้ซาวเวยถือ “คุณหนู หนูไฉว่าของชิ้นนี้มีราคาไม่น้อย ตอนเก็บปิ่นของคุณหนูวันนี้ ก็แอบเก็บมันมาด้วย”
“ของนี้ฝากไว้ในกล่องก่อน วันหลังหนูไฉจะหาโอกาสออกจากฝู่ไปตั้งไว้ จะได้มีเงินทองเหลือเผื่อให้คุณหนูบ้าง”
“ยังไงก็เขาโยนทิ้งไม่เอาอยู่แล้ว หนูไฉเก็บมาก็ใช้ให้เป็นประโยชน์”
เยือนเติงคิดเพื่อซาวเวยถือจริงทั้งสิ้น คราวนี้เดินทางเข้ากรุงหลวง ทรัพย์ในห่อใช้จนเปล่ากร่อย แม้เงินไปนิดเดียวก็หาไม่แล้ว ในฮั่วฝู่นี้ย่อมต้องให้ผูกใจคนบ้าง จะไม่เสียเงินแม้สตางค์เดียวก็ไม่ได้
ยังไงก็ของที่คนไม่เอา เก็บกลับมาก็คงไม่เป็นไร
ซาวเวยถือขมวดคิ้วมองของในกล่อง เนื้อหยกขาวชั้นดีรูปคีรีมกรขลิบติดกันเป็นจี้ เป็นของของชายผู้นั้นเมื่อเช้าวันนี้
นางรู้ว่าเยือนเติงมิได้คิดชั่ว แต่ของชิ้นนี้มิใช่ของตน ทิ้งไว้คือหายนะ
อีกทั้งต่อให้นางตกต่ำเสียเท่าไร ก็ไม่มีเหตุผลที่จะไปเก็บของที่คนอื่นโยนทิ้ง
นางเงียบ ๆ หยิบจี้หยกออกมาบีบไว้ในอุ้งมือ มองไปที่เยือนเติง “ของนี้เก็บไว้ไม่ได้ สักครู่หนูไปโยนทิ้งเสีย”
“กรุงหลวงทั้งหนูทั้งข้าไม่คุ้นเคย สัมพันธ์ในฮั่วฝู่ก็ยังไม่ได้สำรวจ จะออกจากฝู่ได้อย่างไร ถ้าคนเห็นเข้าจะทำอย่างไร อีกทั้งถึงแม้จะเป็นของที่เขาทิ้ง ก็เป็นของที่ใช้เหยียบหยามข้า ถ้าข้าเก็บเข้าคือจริง ๆ ให้เขาเหยียบหยามได้สำเร็จ”
“กุลยาอีกสามคนในตำหนักนี้อุปนิสัยเช่นไรข้าก็ยังไม่รู้ ควรระวังตัวไว้ กลัวคนพบเห็นเอาไปเป็นหางความ”
กล่าวแล้วซาวเวยถือก็ซ่อนจี้ไว้ในรักแรม มองเยือนเติงหนึ่งครั้ง “ของนี้สักครู่หนูไปโยนทิ้ง เจ้าอย่าเอ่ยถึงอีก”
พูดจบก็พาเยือนเติงเปิดม่านผ้าออกไป
กุลยาที่มารับคำยังคอยอยู่หน้าประตู เห็นซาวเวยถือออกมาช้า ๆ ก็ดูเหมือนจะขัดใจ แต่ก็ไม่กล้าเอ่ย ขมวดคิ้วแล้วนำทางไปข้างหน้า
กุลยานำนางไปถึงตำหนักเล็กเงียบสงบหลังหนึ่ง แล้วกล่าวว่า “ตำหนักกวนจูจวีนี่คือห้องหนังสือของท่านใหญ่คนที่สองข้าพเจ้า เชิญเข้าไปเถิด”
ซาวเวยถือแหงนมองเข้าไปข้างใน เห็นห้องหนึ่งสว่างไสว แลบมองเห็นเงาคนลอย ๆ จึงให้เยือนเติงคอยอยู่หน้าประตูตำหนัก แล้วจึงอุ้มสังวาลเดินเข้าไป
เข้ามาในตำหนัก ซาวเวยถือยืนอยู่นอกประตูห้องที่ส่องไฟ กล่าวอย่างเคารพนอบน้อมว่า “คุณพ่อ”
ครู่ใหญ่เสียงทุ้มต่ำจึงดังขึ้นจากข้างใน “เข้ามา”
ประตูใหญ่ตรงหน้าถูกผลักเปิด นางสูดลมหายใจลึกหนึ่งครา ก้มหน้าก้าวเข้าไป
ประตูด้านหลังถูกกุลยาปิดลง ซาวเวยถือเห็นเพียงแผนผ่างกายสูงใหญ่ยืนอยู่เบื้องหน้า เมื่อได้ยินเสียงประตูเปิด ก็หันข้ามไหล่กลับมามอง
นี่ยังเป็นครั้งแรกที่ซาวเวยถือได้เห็นหน้าตาของบิดาตนเอง มารดาก็ไม่เคยเอ่ยถึงเขาเลย
แม้วัยจะกลางคน กลับอาบอาการนักปราชญ์อันอ่อนโยนอ่อนหวาน ยังพอลาง ๆ เห็นใบหน้าอันงดงามยามหนุ่มฉกรรจ์
นางกดอาการตื่นตรึงใจเอาไว้ วางสังวาลไว้ข้างเท้า ก้มหน้าต่ำ แล้วคำนับบิดาอย่างว่านอนสอนง่าย
ซาวหรงเชิงหลับตาเหลือบมองบุตรสาวที่ยืนตรงหน้า นิ่งเงียบก้มหน้าอยู่ แต่เพียงแวบเดียวก็มองออกว่าเป็นสาวงามโดยกำเนิด
เหลียวดูชุดเก่า ๆ ทั้งตัวของนาง ทั้งองค์ไม่มีแม้แต่หวีเม็ดมุกเม็ดเดียว แก้มก็มิได้แต่งแต้มผิวฝ้าย จึงถอดใจถอดหายใจหนึ่งครา
ถ้าไม่ใช่มารดาของซาวเวยถือส่งจดหมายฉบับหนึ่งมาถึงโดยกะทันหัน เขาแทบจะลืมหนี้รักที่ทิ้งไว้ในวันวานเสียแล้ว
