นักเรียนสมัยนี้ โดยเฉพาะนักเรียนชั้นมัธยมปลายปีสุดท้าย เวลาว่างช่วงสุดสัปดาห์สั้นเสียราวกับแอบขโมยมา
“บ่ายนี้เข้าเรียนกี่โมง” หลู่จิ้งหมิงเหลือบมองลูกสาวจากหางตา นึกสงสัยว่าเธอคงไม่เห็นตอนที่เขาน้ำตาคลอเมื่อครู่กระมัง
“บ่ายสองโมงครึ่งค่ะ” จือเซี่ยลังเลเล็กน้อย ก่อนเสริมเสียงเบา “จริง ๆ หนูทบทวนหนังสืออยู่บ้านเองก็ได้... แต่คุณครูบอกว่าบ่ายนี้จะเฉลยข้อสอบชุดหนึ่ง”
หลู่จิ้งหมิงหักพวงมาลัยเลี้ยว ไม่ได้ขับกลับบ้านตรง ๆ แต่แวะจอดหน้าร้านก๋วยเตี๋ยวข้ามสะพานแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้าน
“ไปกัน วันนี้เราไม่ทำกับข้าวแล้ว พ่อเลี้ยงก๋วยเตี๋ยว”
จือเซี่ยแปลกใจอยู่บ้าง แต่ไม่ได้ปฏิเสธ
ในร้านมีคนไม่มาก กลิ่นหอมของน้ำซุปไก่ร้อนกรุ่นลอยอบอวล
พอสั่งก๋วยเตี๋ยวข้ามสะพานมาสองชาม จือเซี่ยก็ค่อย ๆ เป่าลมใส่ไอร้อน กินจนปลายจมูกมีเหงื่อผุดบาง ๆ
พอเงยหน้าขึ้น ก็เห็นพ่อที่จ้องมองเธอไม่วางตา จึงถามอย่างสงสัยว่า “พ่อ พ่อก็กินสิ มองหนูทำไม”
“กินสิ ลูกรีบกินเข้า กินเสร็จยังต้องไปเรียน!” หลู่จิ้งหมิงรีบหยิบตะเกียบขึ้นมาบ้าง
ชั่วพริบตา ลูกสาวก็เติบโตขึ้นแล้ว ปีหน้าก็จะเข้ามหาวิทยาลัย
เมื่อนึกถึงปลายราชวงศ์ฮั่นตะวันออกอันโหดร้าย ที่ผู้คนมีชีวิตไม่ต่างจากผักหญ้า เขาก็ไม่รู้ว่าครั้งหน้าที่ข้ามเวลาไปจะกลับมาได้หรือไม่ ก่อนจากไปคราวนี้ต้องเตรียมค่าเล่าเรียนมหาวิทยาลัยของลูกสาวไว้ให้พอ
เมื่อคิดถึงเรื่องความปลอดภัยของตัวเอง... เขาก็นึกขึ้นมาได้ทันทีว่า หากมีปืนสักกระบอก ในยุคโกลาหลเช่นนั้นก็คงปลอดภัยขึ้นมาก...
หลังกินข้าวเสร็จ จือเซี่ยวิ่งกลับบ้านไปหยิบกระเป๋านักเรียน หลู่จิ้งหมิงขับรถไปส่งเธอถึงหน้าโรงเรียน
ต่อไปก็ถึงเวลาทำ “เรื่องสำคัญ” แล้ว
เขาไปรับพัสดุหนักอึ้งจากจุดรับส่งพัสดุหน้าบ้าน
