แววตาของหลู่จิ้งหมิงเย็นเยียบ เขาเหลือบมองชิงผิงที่นอนหมดเรี่ยวแรงอยู่บนพื้น ก่อนจะเปิดม่านรถแล้วกระโดดลงไปโดยไม่ลังเล
เนินเขาปกคลุมด้วยหิมะและเศษหิน รถม้าย่อมขึ้นไปไม่ได้
เขากระชับเสื้อคลุมทหารให้แน่น ก่อนจะเดินตามขึ้นไปอย่างทุลักทุเล
ทหารม้าห้านายกับองครักษ์หลายคนที่ซูจิ่นพามาต่างแยกย้ายกันออกไปอย่างรวดเร็ว คอยเฝ้าระวังพื้นที่โดยรอบอย่างแนบเนียน
บนเนินลาด ลมหนาวพัดแรงยิ่งขึ้น
ซูจิ่นหันหลังให้ถนนใหญ่ มองไปทางตัวเมือง เสื้อคลุมสีดำสนิทด้านหลังพลิ้วสะบัดตามแรงลม
นางยังไม่เอ่ยปากทันที คล้ายกำลังเรียบเรียงถ้อยคำ หรือไม่ก็มีเรื่องบางอย่างให้กังวลใจ
หลู่จิ้งหมิงมิได้เร่งรัด เพียงยืนนิ่งอยู่ข้างนาง ห่างออกไปครึ่งก้าว สายตาทอดมองเมืองเฉินชางซึ่งบัดนี้คลื่นใต้น้ำกำลังปั่นป่วนไม่ต่างกัน
ผ่านไปครู่ใหญ่ ในที่สุดซูจิ่นก็เอ่ยขึ้น น้ำเสียงไม่ดังนัก ทว่าทุกถ้อยคำชัดเจน “เมื่อวานหลังข้ากลับเข้าเมือง จึงได้รู้ว่าฟางซูผิง…เอ่อ ก็คือฟางเจียโหว เขียนรายงานลับเรื่องการพบสายแร่ถ่านหินที่หุบเขาตระกูลฉือ แล้วส่งคนไปยังจวนผู้ตรวจการซือหลี่แห่งฉางอานข้ามคืนแล้ว”
นางหยุดไปครู่หนึ่ง น้ำเสียงหนักแน่นขึ้น “ฟางซูผิงผู้นี้โลภมากและมองการณ์สั้น ทว่าช่ำชองในการแสวงหาเส้นสาย เขาคิดจะเข้าควบคุมเหมืองให้ได้ก่อนคนจากจวนซือหลี่จะมาถึง ถึงขั้น…ลักลอบขุดถ่านหินคุณภาพดีบางส่วนไปถวาย เพื่อใช้เป็นบันไดสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้น”
หลู่จิ้งหมิงหรี่ตาลงเล็กน้อย “แล้วแม่ทัพพั่งคิดเช่นไร?”
ซูจิ่นเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนหันมาสบตาหลู่จิ้งหมิง ในดวงตาสุกใสที่เคยเปล่งประกายอยู่เสมอมีแววละอายใจและจนปัญญาวูบผ่านอย่างยากสังเกต “แม่ทัพพั่ง…ซาบซึ้งในบุญคุณที่คุณชายช่วยชีวิต จึงลังเลกับเรื่องนี้และตัดสินใจมิได้”
