รถม้า—ไม่สิ รถล่อ—เลี้ยวข้ามสันเขาไปลูกหนึ่ง เบื้องหน้าก็ปรากฏทางลาดชันอย่างที่คาดไว้
“ซวนเซ่า เจ้าไปจูงล่อ!”
ลวนตีอวิ๋นจูกระโดดลงจากคานรถเป็นคนแรก แล้วเดินอ้อมไปด้านหลัง
หลู่จิ้งหมิงก็รีบลงจากรถตามไป
ซวนเซ่าวิ่งไปอยู่หน้าล่อ ทว่ากลับไม่กล้ายื่นมือไปดึงบังเหียน
“ข้าเอง เจ้าไปช่วยดันด้านหลังเถิด” เจียงเยว่ลงจากรถล่อเช่นกัน พลางบอกซวนเซ่า ก่อนจะจับบังเหียนไว้ด้วยตนเอง
หลู่จิ้งหมิงเห็นว่าสีหน้านางดีขึ้นมาก จึงไม่ได้ห้ามปราม
รถล่อมุ่งหน้าต้านลมหนาว ค่อย ๆ เคลื่อนขึ้นไปตามทางลาดชัน
บนยอดเนิน เบื้องหน้าปรากฏแอ่งต่ำแห่งหนึ่ง มีบ้านดินหลังคามุงหญ้าต่ำเตี้ยและทรุดโทรมกระจัดกระจายอยู่หลายสิบหลัง ที่นี่ก็คือหุบเขาตระกูลฉือ
รถล่อแล่นเข้าสู่หมู่บ้าน ในหุบเขาอันห่างไกลแห่งนี้ รถเช่นนี้ไม่ต่างอะไรกับรถแข่งที่แล่นเข้าไปในชนบทสมัยใหม่
แม้อากาศจะหนาวเหน็บจนพื้นดินจับแข็ง ชาวบ้านที่ใบหน้าซีดเหลืองผอมโซและสวมเสื้อฝ้ายขาดรุ่งริ่งก็ยังพากันมารวมกลุ่มอย่างรวดเร็ว
พวกเขามองรถล่อและคนแปลกหน้าบนรถจากระยะไกลด้วยความอยากรู้อยากเห็นปนหวาดระแวง
“อ้าว ซวนเซ่ากลับมาแล้วหรือ?” มีคนจำซวนเซ่าได้
“ฉือชวนจู้เล่า? เหตุใดไม่เห็นเขา?”
“แล้วคนพวกนี้คือ...?”
ชาวบ้านกระซิบกระซาบกัน สายตากวาดผ่านหลู่จิ้งหมิงกับเจียงเยว่ ก่อนจะหยุดอยู่ที่ลวนตีอวิ๋นจูเสียเป็นส่วนใหญ่
รูปร่างยั่วยวนของนางประกอบกับดวงตาสีอำพัน ทำให้นางดูเป็นคนต่างเผ่ายิ่งกว่าหลู่จิ้งหมิงผู้ข้ามกาลเวลามาเสียอีก
โดยเฉพาะเมื่อเห็นจุดด่างบนใบหน้านาง ชาวบ้านแต่ละคนต่างเผยสีหน้าหวาดผวา
เมื่อได้ยินคนถามถึงบิดา ซวนเซ่าก็ขอบตาแดงก่ำอีกครั้ง นางสะอื้นเอ่ยว่า “ท่านพ่อ...ท่านพ่อเขา...จากไปแล้ว...”
“จากไปแล้ว?” ฝูงชนพลันแตกตื่น
“จากไปได้อย่างไร?”
“เมื่อวานซืนยังดี ๆ อยู่เลยมิใช่หรือ ยังไปขายฟืนในเมืองกับเจ้าอยู่เลย?”
