"ฮูหยินใหญ่ องค์หญิงเสด็จกลับแล้ว" แม่นมชิวอดถอนใจไม่ได้
"แม่นมอย่าได้ถอนใจ บัดนี้สถานการณ์มาถึงขั้นนี้แล้ว ไม่ว่าข้าจะโกรธเคืองหรือโทษตัวเอง ก็มีแต่จะทำให้องค์หญิงหรงเจียได้ใจมากขึ้น" ชุยลิ่งหรงกล่าว "ท่านยายผู้เฒ่าก็ให้คนไปแจ้งความด้วย บอกว่าข้าป่วย ช่วงนี้ไปคารวะไม่ได้ แล้วส่งคนสองคนไปรอหน้าสำนักศึกษา รับเสวียนเกอกับจิ่นเกอ"
นับแต่วันกลับมา นางยังไม่ได้พบหน้าบุตรชายทั้งสองเลย
"ทางฝั่งโหวเล่า?"
เมื่อกล่าวถึงสามี ชุยลิ่งหรงมีความคับแค้น ไม่เข้าใจ และยังผิดหวัง
ราชสำนักพระราชทานสมรสนั้นเป็นเพราะไม่มีทางเลือก แต่นางไม่เชื่อว่าราชสำนักจะพระราชทานสมรสโดยไร้สาเหตุ ย่อมต้องมีผู้ใดกล่าวสิ่งใด กระทำสิ่งใด ราชสำนักจึงจับองค์หญิงหรงเจียกับซ่งซูหลานมาคู่กัน
"ข้าจำได้ ตอนเพิ่งวิวาห์ เพราะข้าไปคารวะสาย ถูกท่านยายผู้เฒ่าตำหนิ โหวแอบซื้อปิ่นดอกกุหลาบมาปลอบข้า เจ้าให้ไฉเสียเอาปิ่นดอกกุหลาบส่งไปที่ห้องตำราเถิด อื่นใดไม่ต้องเอ่ย" ชุยลิ่งหรงแต่งงานกับซ่งซูหลานมาสิบกว่าปี นางรู้จักซ่งซูหลานดี ฉลาดหลักแหลม เกรงกลัวเรื่องราว อาศัยไม่ล่วงเกินผู้ใด ตลอดหลายปีนี้เส้นทางราชการนับว่าไม่เลว เป็นขุนนางขั้นสี่ขั้นเอกแล้ว
"ท่านกับนายท่านใหญ่เป็นสามีภรรยาแต่เยาว์ ต้องมีจิตใจผูกพันลึกซึ้งยิ่ง เรายังต้องใช้ชีวิตในจวนสกุลซ่ง สายสัมพันธ์ระหว่างท่านกับนายท่านใหญ่ตัดขาดไม่ได้" ในสายตาแม่นมชิว เมื่อเทียบกับองค์หญิงหรงเจียที่เป็นม่ายแต่งงานใหม่ นายท่านใหญ่ย่อมรักฮูหยินใหญ่มากกว่า
ชุยลิ่งหรงนั่งตรงหน้าต่างครุ่นคิด เป็นเช่นนั้นจริงหรือ?
เหตุใดเมื่อคืนซ่งซูหลานไม่มาชี้แจงต่อนาง?
ยามพลบค่ำ ชุยลิ่งหรงเตรียมอาหารไว้เต็มโต๊ะ รอคอยบุตรชายทั้งสองเลิกเรียนมา
รอแล้วรอเล่า ก็ยังไม่เห็นผู้ใดมา แม่นมชิวร้อนใจ "ไฉเสีย เจ้าไปเรือนหน้าถามดูหน่อย ว่าคุณชายน้อยทั้งสองกลับมาแล้วหรือยัง?"
ไฉเสียเพิ่งไป เอ้อซุ่นที่ส่งไปรับคนที่สำนักศึกษาก็กลับมารายงาน "ฮูหยินใหญ่ ผู้น้อยรออยู่หน้าสำนักศึกษาจนคนหมด ถึงกล้าเข้าไปถามหา อาจารย์บอกว่า คุณชายน้อยทั้งสองของบ้านเรา ไม่อยู่ที่สำนักศึกษาหลิงอันแล้ว แต่เป็นองค์หญิงหรงเจียออกหน้า ย้ายไปเรียนที่กั๋วจื่อเจียนแล้ว"
หากไม่ติดว่าผู้คนในเรือนมาก แม่นมชิวคงสบถว่าหมาจับหนูเสือกไม่เข้าเรื่อง บุตรของฮูหยินใหญ่ ย่อมมีฮูหยินใหญ่เป็นผู้จัดการ เมื่อใดถึงคราวองค์หญิงหรงเจียยื่นมือเข้ามา?
กั๋วจื่อเจียนแต่ละเดือนหยุดพักเพียงสองวัน วันปกติมิอาจออกจากสำนักได้ เมื่อวานก็ไม่มีใครเปิดประตูให้ชุยลิ่งหรง คุณชายน้อยทั้งสองย่อมไม่รู้ว่าชุยลิ่งหรงกลับมา
มิน่าล่ะเช้านี้ ไม่เห็นคุณชายน้อยทั้งสองมาคารวะ
กั๋วจื่อเจียนไม่ใช่ใครก็เข้าได้ เสวียนเกอเพิ่งสิบสอง แม้แต่ตำแหน่งซิ่วไฉก็ยังไม่มี นับประสาอะไรกับจิ่นเกอวัยแปดปี ด้วยตำแหน่งขุนนางของซ่งซูหลาน ยังไม่พอให้บุตรได้เข้ากั๋วจื่อเจียนแบบสืบคุณงามความดี
องค์หญิงหรงเจียหน้าใหญ่ยิ่งนัก
การเข้ากั๋วจื่อเจียนได้เป็นเรื่องดี ท่านยายผู้เฒ่าและโหย่วย่อมไม่ขัดขวาง ยังจะชมองค์หญิงหรงเจียว่าเปี่ยมเมตตา
ความสงบเยือกเย็นของชุยลิ่งหรงในอดีต ณ ชั่วขณะนี้ พังทลายลงบ้างไม่น้อย นางหันหลังกลับด้วยสีหน้าเรียบเฉย "อวี๋เจี่ย พวกเรากินก่อนเถิด"
ซ่งอวี๋สัมผัสได้ถึงความท้อแท้ของมารดา "เช่นนั้นพรุ่งนี้ เราไปกั๋วจื่อเจียนดูเสวียนเกอพวกเขาดีกว่าหรือไม่? หากพวกเขาไร้หัวใจ พร่ำเพ้อถึงความดีขององค์หญิงหรงเจีย ข้าก็ไม่ยอมรับพวกเขาเป็นน้องชาย!"
"พูดจาเด็กๆ อีกแล้ว" ชุยลิ่งหรงคีบกับข้าวให้บุตรสาว "กินข้าวเสร็จแล้ว จำไว้ว่าต้องไปคารวะท่านยายผู้เฒ่า เจ้าเป็นบุตรีคนโตของสกุลซ่ง ท่านยายผู้เฒ่าเอ็นดูเจ้านัก เจ้าโตแล้ว ต้องเรียนรู้ที่จะเก็บความไม่พอใจต่อผู้อื่นไว้ในใจ"
"เมื่อไม่พอใจ ก็น่าจะพูดออกมา เหตุใดต้องอัดอั้นใจตนเองเล่า? มิใช่ทำให้ตนเองโกรธตายหรือ?" ซ่งอวี๋ไม่เข้าใจ
เมื่อเผชิญหน้ากับบุตรสาว ใบหน้าชุยลิ่งหรงจึงมีรอยยิ้มน้อยๆ "พูดออกมาแล้วมีประโยชน์หรือ? หากองค์หญิงหรงเจียมิใช่องค์หญิง เช่นนั้นข้าก็อาจทำตัวผยองให้นางคืนอำนาจดูแลเรือนชาน ต่อให้ข้าชี้นางด่าว่าเป็นแม่ไก่ขันแทนไก่ตัวผู้ ก็ไม่เป็นไร แต่นางเป็นองค์หญิง ข้าก็ไม่มีตระกูลเดิมที่เข้มแข็ง สองฝ่ายเทียบกัน ข้าก็ตกเป็นรอง เมื่อรู้ว่าสถานการณ์ไม่เป็นผลดีต่อข้า ก็ควรแอบซ่อนไว้ไม่สำแดง รอคอยจังหวะเวลา แล้วค่อยโจมตีสังหารในคราเดียว"
ก่อนหน้านี้ในจวนสกุลซ่ง เรื่องยุ่งยากที่สุดของชุยลิ่งหรง คือสกุลเจียงที่หาเรื่องจุกจิกไม่เจ็บไม่คันเป็นครั้งคราว นางบางครั้งก็สอนบุตรสาวบ้าง แต่บัดนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว หนึ่งคือองค์หญิงหรงเจียไม่ใช่คนรับมือง่าย สองคือบุตรสาวโตแล้ว
เมื่อเห็นมารดากล่าวว่าโจมตีสังหารในคราเดียวได้ ยังคงยิ้มบางๆ ซ่งอวี๋คิดในใจ มารดาย่อมมีการวางแผนของตนเอง พยักหน้ารับแล้วไปพบท่านยาย
หลังจากบุตรสาวจากไป ชุยลิ่งหรงนั่งอยู่ริมหน้าต่างเพียงลำพัง มองต้นไผ่เขียวในลานเรือน สีหน้าไม่อาจบอกได้ว่ายินดีหรือโกรธเคือง
ซ่งซูหลานมาในยามซู่ เขารูปร่างสูง สวมชุดคลุมยาวสีจันทร์ขาว มีความงามสง่าผ่าเผยเฉพาะตัว
แม่นมชิวเห็นเขา แทบอยากถ่มน้ำลายรด แต่ตรงหน้ากลับต้องยิ้มต้อนรับ "ท่านโหว ฮูหยินใหญ่รอท่านมานานแล้ว"
ประตูถูกปิดลง ภายในเรือนเหลือเพียงชุยลิ่งหรงและซ่งซูหลานสองคน ซ่งซูหลานเดินเนิบนาบเข้าไป ดวงตากลอกไปมาประเมินชุยลิ่งหรง "ฮูหยิน สามีมาแล้ว"
"ได้ยินแว่วๆ ข้ายังนึกว่าท่านโหวกำลังเรียกผู้อื่นว่าฮูหยิน" ชุยลิ่งหรงเอ่ยแผ่วเบา "ท่านโหวนั่งเถิด นับแต่ข้ากลับบ้านมา ยังเป็นครั้งแรกที่ได้พบท่านโหว ภรรยางามในอ้อมอก สีหน้าท่านชายใหญ่ดูดีจริงๆ"
"ลิ่งหรง ก่อนหน้านี้เจ้าไม่เคยเอ่ยวาจาเสียดสีเช่นนี้"
"ก่อนหน้านี้ข้าก็ไม่รู้ว่า ท่านโหวจะแต่งฮูหยินคู่"
ไออุ่นจากถ้วยชาลอยขึ้นกรุ่น ปะทะใบหน้าซ่งซูหลาน ทำให้ขอบตาเขาชุ่มชื้นไปด้วยไอ เขารีบร้อนอธิบาย "พระราชทานสมรสกะทันหัน ข้าสาบานต่อฟ้าได้ว่า ก่อนหน้านี้ไม่รู้เรื่องแม้แต่น้อย!"
เขากับชุยลิ่งหรงแต่งงานกันหลายปี ตั้งแต่ช่วงแรกที่ห่างเหินเกรงใจ จนหลงรักความงามอ่อนโยนของชุยลิ่งหรง แล้วก็ค่อยๆ รู้สึกจืดชืด
กล่าวโดยรวมแล้ว สามีภรรยาตลอดหลายปีนี้ ก็นับว่าอยู่ร่วมกันอย่างสมานฉันท์ มีทั้งความจริงใจและความรู้สึก
หลังจากพินิจพิเคราะห์ซ่งซูหลานแล้ว ชุยลิ่งหรงมองออกว่าเขาไม่ได้โกหก จึงโล่งใจเล็กน้อย "ดีแล้ว ข้าเชื่อท่านโหว"
"ลิ่งหรง เจ้าข้าเป็นสามีภรรยากันกว่าสิบปี ข้าเป็นคนเช่นไร เจ้ายังไม่รู้จักอีกหรือ?" ซ่งซูหลานทอดถอนใจยืดยาว "องค์หญิงหรงเจียคือราชสำนักพระราชทานสมรส ข้ากับนางคือสามีภรรยากลางทาง จะเทียบความรักระหว่างเจ้าข้าได้อย่างไร? เมื่อวานเป็นเพราะข้าผิดเอง แต่ข้าหวาดกลัวจริงๆ กลัวเจ้าตำหนิข้า ไม่ต้องการข้า ถึงขั้นจะหย่าขาดกับข้า"
เขาจับมือชุยลิ่งหรง "เจ้าต้องเชื่อว่า เจ้าต่างหาก สำคัญที่สุดในใจข้า"
ชุยลิ่งหรงก้มตามองดู ซ่งซูหลานผู้นี้มีรูปลักษณ์งดงาม ดูประหนึ่งพระแม่หนี่วาวาประทานพรเป็นพิเศษ แม้แต่นิ้วมือทั้งห้าก็เรียวยาวงดงาม
แต่หากซ่งซูหลานให้ความสำคัญกับนางที่สุด เมื่อคืนไม่มาหานาง แล้วก็ไม่ควรไปนอนที่เรือนองค์หญิงหรงเจีย
นางไม่ได้ตอกหน้ากลเกลี้ยของซ่งซูหลาน
"มีคำกล่าวของท่านโหวเช่นนี้ ข้าก็พอแล้ว เพียงแต่ว่า..." ชุยลิ่งหรงจงใจหยุด แล้วลุกขึ้นดึงมือตนเองกลับ "เพียงแต่การแต่งฮูหยินคู่เป็นเรื่องแปลก ทั้งยังเป็นราชสำนักพระราชทานสมรส ในเมืองเปี้ยนจิงไม่รู้ว่ามีกี่สายตาจับจ้องจวนโหว เมื่อวานข้ากลับบ้าน ประตูจวนโหวปิดสนิท เกรงว่าด้านนอกคงว่าข้ากับองค์หญิงไม่ถูกกันแล้ว"
ซ่งซูหลาน "เป็นไปได้อย่างไร?" เขาไม่อยากเห็นภรรยาและอนุสตรีวิวาทกัน แค่เรื่องในราชสำนักก็ลำบากใจพอแล้ว กลับบ้านก็เพียงอยากให้คนปรนนิบัติอย่างสุขสบาย
"ท่านโหวรู้สึกว่าไม่เป็นไป แต่นอกบ้านอาจไม่คิดเช่นนั้น ข้ามิใช่ว่าจะแย่งอำนาจดูแลเรือนกับองค์หญิง แต่ข้าเป็นภรรยาเอก องค์หญิงอายุยังน้อยกว่าข้า นางเข้ามาก็แย่งอำนาจดูแลเรือนไป ในสายตาผู้อื่น คือการที่นางใช้ฐานะกดขี่ข้าผู้เป็นภรรยาเอก" เห็นซ่งซูหลานจะอธิบาย ชุยลิ่งหรงรีบกล่าวต่อ "องค์หญิงแต่งงานกับท่านโหวเป็นเรื่องที่ตกลงแน่นอนแล้ว ในใจข้ามีความน้อยใจอยู่บ้าง แต่ก็ยังจะให้ความสำคัญกับหน้าตาท่านโหวเป็นหลัก ยิ่งหวังจะอยู่ร่วมกับองค์หญิงอย่างสันติ คิดว่าท่านโหวเองก็คงหวังเช่นนี้กระมัง?"
ซ่งซูหลานตอบว่าใช่
"เช้านี้ องค์หญิงกลับเอ่ยปากเรียกข้าว่าน้องสาวทีละคำ ทั้งยังบอกจะสร้างกำแพงกั้นตรงกลางเรือนใหญ่ ข้าไม่คิดมาก แต่เกรงว่าภายนอกหากล่วงรู้เข้าจะฟังดูไม่ดี" ชุยลิ่งหรงหันหลังกลับ ดวงตาหรี่ลงครึ่งหนึ่ง "ข้าแก่กว่าองค์หญิงครึ่งปี คำเรียกน้องสาวของนาง หากผู้จงใจฟังเข้าไปได้แล้ว จะคิดเช่นไร?"
หยุดไปครู่หนึ่ง ชุยลิ่งหรงจึงวกเข้าประเด็นสำคัญ "ภายภาคหน้า หากอยู่ปะปนด้วยกัน ใครจะเป็นผู้ดูแลเรือนใหญ่? หากแยกกันอยู่ ท่านโหวจะเชื่อฟังคำองค์หญิง สร้างกำแพงในลานเรือนจริงหรือ?"
ซ่งซูหลานถือหน้าตายิ่งกว่าใคร ไร้ทางตกลงสร้างกำแพง เช่นนั้น จะให้ชุยลิ่งหรงหรือองค์หญิงหรงเจียดูแลบ้านเรือนของเรือนใหญ่ ถึงขั้นบริหารจวนโหวทั้งหมด?
ซ่งซูหลานเต็มไปด้วยความทุกข์ใจ
ชุยลิ่งหรงถอยเพื่อรุก "ข้ายินดีให้องค์หญิงดูแลเรือน พอดีให้ข้าสงบผ่อนคลาย ขอเพียงเสนาบดีฝ่ายตรวจการไม่รู้สึกว่าองค์หญิงรังแกผู้อ่อนด้อย เราทั้งจวนบนล่างก็สามารถสมัครสมานสามัคคีเหมือนแต่ก่อน"
นางเดินไปถึงปากประตู "ฟ้าสลัวแล้ว ท่านโหวรีบไปหารือกับองค์หญิงเถิด แล้วขอความกรุณาท่านโหวบอกองค์หญิงด้วยว่า ไม่ว่าจะด้วยลำดับก่อนหลังหรืออายุ ข้าก็สมควรเป็นพี่สาวของนาง ขอให้นางอย่าลืมอีกเป็นครั้งหน้า"