ยามนี้ซ่งซูหลานอยู่ในห้องพักขององค์หญิงหรงเจีย
เมื่อเห็นองค์หญิงหรงเจียกลับเข้ามา ซ่งซูหลานก็มองไปอย่างกระวนกระวาย “หลิง... หลิงหรงว่าอย่างไรบ้าง?”
“ท่านซ่งช่างใส่ใจความรู้สึกของคุณหนูชุยยิ่งนักนะ?” องค์หญิงหรงเจียเดินมาหยุดเคียงข้างซ่งซูหลาน มือเรียววางแตะบ่าของเขา
สีหน้าซ่งซูหลานฉายแววเกรงใจอยู่ชั่วขณะ “นางเป็นภรรยาเอกของข้า อีกทั้งยังให้กำเนิดบุตรแก่ข้าถึงสามคน การเคารพนบนอบต่อนางบ้างก็สมควร”
“ดูท่านรีบร้อนอธิบายเสียจริง ข้ามิได้ห้ามท่านห่วงใยนางเลย หากข้าเป็นคนใจแคบเช่นนั้น จะยอมแต่งเป็นภรรยาคู่กับท่านหรือ?” องค์หญิงหรงเจียนั่งลงบนตักซ่งซูหลาน เอ่ยเสียงอ่อนหวานนุ่มนวล “ท่านวางใจเถิด คุณหนูชุยสบายดี เพียงแต่เรื่องเกิดขึ้นกะทันหัน นางยังตั้งตัวไม่ทัน พรุ่งนี้ข้าจะเดินทางไปคารวะนางด้วยตนเอง ให้นางได้อุ่นใจ เช่นนี้เป็นอันพอใจหรือไม่?”
ต่อหน้าบุรุษ นางย่อมต้องลดตัวนอบน้อม แม้องค์หญิงหรงเจียจะมีฐานันดรสูงศักดิ์ แต่เมื่ออยู่กับซ่งซูหลาน นางก็อ่อนโยนเอาใจใส่เสมอ เพราะนางนั้นคือผู้เคยได้รับบทเรียนอันเจ็บปวดจากชีวิตสมรสครั้งก่อนมาแล้ว
“ลำบากเจ้าแล้ว” สตรางามในอ้อมกอด ซ่งซูหลานคิดถึงฐานะองค์หญิงผู้สูงศักดิ์ที่ยอมเป็นภรรยาคู่ของตน นับว่าเป็นการไม่สมเกียรติแก่องค์หญิงหรงเจียยิ่งนัก มือที่วางอยู่บนเอวขององค์หญิงหรงเจียจึงกระชับแน่นขึ้นโดยมิได้ตั้งใจ
“ที่สามารถช่วยไขปัญหาคับข้องใจให้ท่านซ่งได้ เป็นวาสนาของหรงเจีย ไม่ว่าท่านซ่งต้องการให้ข้าทำสิ่งใด ข้าล้วนยินดีปรีดา” องค์หญิงหรงเจียลูบไล้แผ่นอกซ่งซูหลาน ดั่งคาดการณ์ไว้ ซ่งซูหลานไม่อาจอดกลั้นได้ รีบร้อนอุ้มนางขึ้นมาและมุ่งหน้าสู่เตียงนอน
หลังเมฆฝนซาเซาลง ซ่งซูหลานซบกายลงบนทรวงอกขององค์หญิงหรงเจีย หายใจหอบถี่ ทันใดนั้นก็ได้ยินองค์หญิงหรงเจียเอ่ยถอนหายใจ “หากยามเยาว์วัย ข้ามิได้เอาแต่ใจทะเลาะกับท่าน คงจะดีกว่านี้”
ทั้งสองรู้จักกันมาตั้งแต่วัยเยาว์ ครั้งนั้นองค์หญิงหรงเจียถือว่าตนมีชาติกำเนิดสูงศักดิ์ หลงรักซ่งซูหลาน แต่กลับเอาแต่ใจเป็นยิ่ง ห้ามมิให้ซ่งซูหลานติดต่อคบหากับผู้ใด
ครั้งหนึ่งที่ทะเลาะกัน องค์หญิงหรงเจียยอมรับการหมั้นหมายที่ทางบ้านจัดการให้ด้วยความน้อยพระทัย รอคอยให้ซ่งซูหลานเสียใจและมาอ้อนวอนขอคืนดี แต่จนกระทั่งนางออกเรือน ก็มิเคยเห็นซ่งซูหลานมาที่จวนอ๋องเลย
หลังแต่งงานนางหาได้มีความสุขไม่ สามีเป็นคนตาสูงแต่ฝีมือต่ำ ไม่ว่าจะนิสัยใจคอหรือรูปร่างหน้าตาล้วนเทียบซ่งซูหลานมิได้ นางใช้ชีวิตไปด้วยความไม่ยินยอมพร้อมใจมากขึ้นทุกขณะ
โชคดีที่สวรรค์ประทานโอกาสให้ สามีเก่าดื่มสุราจนเมากลายเป็นถึงแก่ชีวิต นางจึงได้กลับเปี้ยนจิงและสานสัมพันธ์ครั้งเก่ากับซ่งซูหลานอีกครั้ง
“เฮ้อ”
เสียงถอนหายใจทั้งสอง ต่างพ้องต้องกันถึงความเสียดายและเสียใจของทั้งคู่
ยามเยาว์วัย องค์หญิงหรงเจียร่าเริงสดใส ซ่งซูหลานเคยหลงใหลนางอย่างจริงใจ ทว่ากาลเวลาผันเปลี่ยน ผู้คนก็มิใช่ดั่งเก่า เมื่อพบกันอีกครั้ง องค์หญิงหรงเจียกลับเปี้ยนจิงในฐานะแม่ม่าย ซ่งซูหลานก็มิคาดคิดว่าฮ่องเต้จะพระราชทานสมรสให้ เป็นการสานต่อสายใยเดิม
“พรุ่งนี้ข้าจะไปกับเจ้าที่เรือนชิวซ่วงไจ” ซ่งซูหลานเอ่ย
“ไม่ต้องหรอก หากท่านซ่งไปกับข้า มิกลายเป็นการพาข้าไปแสดงอำนาจบาตรใหญ่หรอกหรือ?” องค์หญิงหรงเจียเอ่ยเสียงนุ่มนวล “เรื่องระหว่างสตรีด้วยกัน ปล่อยให้พวกเราแก้ไขเองเถิด ข้าคิดว่าคุณหนูชุยเป็นคนมีเหตุผล นางคงเข้าใจ”
ซ่งซูหลานนึกถึงชุยลิ่งหรงแล้ว จิตใจอดหวั่นเกรงมิได้ เมื่อได้ยินองค์หญิงหรงเจียรับปากจะจัดการเรื่องนี้ด้วยตนเอง โดยที่ตนไม่ต้องเผชิญหน้ากับการไถ่ถามและซักไซ้ของชุยลิ่งหรง เขาก็ถอนหายใจอย่างโล่งอกเงียบ ๆ
รุ่งเช้าตรู่วันต่อมา ซ่งซูหลานเจตนาหลีกเลี่ยงเรือนชิวซ่วงไจเพื่อไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้แต่เช้าตรู่
องค์หญิงหรงเจียค่อย ๆ เสวยพระกระยาหารเช้าจนอิ่มแล้ว จึงนำคณะผู้ติดตามยกขบวนโอ่อ่ามุ่งสู่เรือนชิวซ่วงไจ
ด้านชุยลิ่งหรงนั้น ก็ได้รับข่าวเช่นกัน จึงให้บุตรสาวหลบออกไปก่อน
“ท่านแม่ ท่านบอกว่าข้าโตแล้ว เหตุใดไม่ให้ข้าอยู่เป็นเพื่อนท่าน หากนางมารังแกท่าน ข้ายังช่วยพูดแทนท่านได้” ซ่งอวี๋ยืนกรานไม่ยอมจากไป เช้าตรู่วันนี้ได้ทราบว่าบิดามีฮูหยินเพิ่มอีกคนหนึ่ง นางจึงวิ่งหน้ามาด้วยความโกรธกรุ่น ตั้งใจจะเรียกร้องความเป็นธรรมแทนมารดา
ชุยลิ่งหรงได้ประมือกับองค์หญิงหรงเจียเมื่อคืนวานแล้ว รู้ดีว่าองค์หญิงหรงเจียมีความคิดล้ำลึก ตนเองไม่ปริปากแม้แต่คำเดียว ปล่อยให้สกุลเจียงออกหน้าเป็นหอกหน้าตั้ง สกุลเจียงสงบใจมิได้ ถูกผู้อื่นใช้ประโยชน์แล้วภายในกลับยังกระหยิ่มยิ้มย่อง
“ข้ากับนางในสกุลซ่งนั้นมีฐานะเสมอกัน จะโต้แย้ง จะทะเลาะวิวาทก็ย่อมได้ ส่วนนางที่แต่งงานกับบิดาเจ้าก็เป็นความจริง นั่นคือผู้อาวุโสของเจ้า หากเจ้าปริปากไม่เคารพแม้แต่คำเดียว แล้วมีข่าวเล็ดลอดออกไป ชื่อเสียงที่ข้าสร้างไว้ให้เจ้าก่อนหน้านี้ มิเสียแรงเปล่าหรือ?” ชุยลิ่งหรงสูดลมหายใจลึก มองบุตรสาวด้วยแววตาเปี่ยมความหมายลึกซึ้ง “อวี๋เจี่ย เรื่องที่ทำร้ายผู้อื่นโดยที่ตนก็ไม่ได้รับประโยชน์อะไรนั้น สิ่งที่พึงทำน้อยที่สุด ยิ่งไปกว่านั้น เจ้าอาจมิอาจทำอะไรนางได้เลย ชิวถัง พาคุณหนูกลับไปตั้งสติเสียก่อน ฟ้ายังมิได้พังทลายลงมาสักหน่อย”
ชิวถังเป็นบุตรสาวของแม่นมชิว การปฏิบัติตนและการจัดการนั้นมั่นคงสุขุมเช่นเดียวกับมารดา ชุยลิ่งหรงเพิ่งกล่าวจบ ชิวถังก็รีบพานายสาวออกไปแล้ว
ไม่นานนัก ม่านประตูก็ถูกเปิดขึ้น ในขณะที่เห็นองค์หญิงหรงเจีย ราวกับมีสายลมเย็นเสียดแทงลึกเข้าไปในเสื้อของชุยลิ่งหรง หนาวเย็นตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า
นางมิได้ลุกขึ้น ยังคงตัดแต่งกิ่งของบุปผาไห่ถังต่อไป
ชุยลิ่งหรงมิได้หลับตานอนตลอดคืน ไม่เพียงรู้ว่าซ่งซูหลานพักค้างคืนที่ห้องขององค์หญิงหรงเจียเมื่อคืน นางยังสืบทราบอีกว่าองค์หญิงหรงเจียกลับเปี้ยนจิงในฐานะแม่ม่าย
“ท่านน้องช่างมีสายตายอดนัก ดอกไห่ถังในฤดูใบไม้ร่วงนี้ช่างงดงามแต่ไม่ซ้ำซาก เชิดชูสง่าเช่นเดียวกับบุคลิกของท่าน งดงามเป็นธรรมชาติ” องค์หญิงหรงเจียนั่งลงตรงข้ามชุยลิ่งหรง นางเพิ่งเลิกคิ้วขึ้น สาวใช้รอบข้างก็ถอยออกไปจนหมด เหลือไว้เพียงคนสนิท หวังซ่านสี่เจีย
“หากข้ามิได้สืบถามมาผิดพลาด องค์หญิงอายุน้อยกว่าข้าถึงครึ่งปี ข้ามิอาจรับคำเรียก ‘ท่านน้อง’ ของท่านได้” กล่าวว่าเป็นฮูหยินคู่ เหตุใดจะเสมอภาคกันอย่างแท้จริง ใครเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบกิจการภายใน ใครเป็นผู้คุมเรือน ต้องมีการพูดกันให้รู้เรื่อง
ชุยลิ่งหรงเป็นภรรยาเอก ไม่ว่าจะกล่าวเช่นไร องค์หญิงหรงเจียก็สมควรเรียกนางว่าท่านพี่
ภายในเรือนเงียบลง องค์หญิงหรงเจียก็เคยสืบเรื่องชุยลิ่งหรงเช่นกัน ชุยลิ่งหรงยามเยาว์วัยมิได้รับความสำคัญจากคนในครอบครัว อาศัยพรสวรรค์ด้านอักษรวิจิตร จิตรกรรม และการชงชาจนมีชื่อเสียงเลื่องลือทั่วเปี้ยนจิง สตรีผู้ดีและคุณหนูทั้งหลายที่เคยพบปะกับชุยลิ่งหรง ต่างมีความเห็นตรงกันว่า นางเป็นคนที่ไม่ช้าก็ไม่เร็ว ราวกับว่าไม่เคยโกรธเป็น
ทั้งสองต่างรอให้อีกฝ่ายลงมือก่อน ต่างก็ไม่อยากแสดงความเร่งร้อนออกมา ภายในเรือนเงียบไปชั่วขณะ แม่นมชิวเข้ามาเติมน้ำชาพลางกล่าวว่า “เมื่อวานฮูหยินใหญ่กลับมา คนรับใช้เฝ้าประตูกลับหลงลืมเสียได้ ประตูหน้าประตูข้างล้วนปิดสนิทไร้ร่องรอย ฮูหยินรองว่า องค์หญิงบริหารบ้านเรือนเก่งกาจ ยิ่งนักก็มิอาจปฏิเสธได้ คนอื่นคิดจะมาฉกฉวยผลประโยชน์จากจวนโหว ยังมิทันแทรกตัวแม้แต่รอยประตู”
แม่นมชิวเป็นตัวแทนของฮูหยินใหญ่ คำพูดของนางคือสิ่งที่ฮูหยินใหญ่ต้องการสื่อ เมื่อทราบว่านายท่านใหญ่แต่งฮูหยินคู่เพิ่ม ในตอนแรกแม่นมชิวก็โกรธ แต่เมื่อสงบใจลงแล้ว คิดถึงคำว่า ‘พระราชทานสมรส’ นางก็พลอยทุกข์ใจแทนฮูหยินใหญ่ จะให้ฮูหยินใหญ่ยอมสละตำแหน่งและหย่าร้างหรืออย่างไร?
ชิ!
เป็นไปมิได้!
ฮูหยินใหญ่ทุ่มเทความพยายามให้กับสกุลซ่งมากว่าสิบปี เหตุใดจึงต้องยอมให้ผู้อื่นมาเก็บเกี่ยวผลประโยชน์?
แม่นมชิวข่มความขุ่นเคืองไว้ ยามประชดประชันก็ไม่เกรงใจผู้ใด
“มีเรื่องเช่นนี้ด้วยหรือ?” องค์หญิงหรงเจียทำสีหน้างุนงง หันกลับมาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “หวังซ่านสี่เจีย เจ้าไปถามดูสิว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้น เรื่องใหญ่โตเพียงนี้ที่คุณหนูชุยกลับมา หามีผู้ใดแจ้งข้าแม้แต่คนเดียว ยังต้องให้ข้าแบกรับความผิดอีก น่าชังนัก!”
ชุยลิ่งหรงหัวเราะแผ่วเบา “ที่แท้องค์หญิงมิทราบว่าข้าจะกลับมา เช่นนั้นจดหมายที่ข้าส่งมาหายไปไหนเสียเล่า?”
คิดไปมาตลอดคืน แม่นมชิวเกลี้ยกล่อมให้นางอดทนไว้ อย่าใจร้อนไปทะเลาะกับท่านโหว หากหย่า สกุลชุยมิมีทางอภัยให้นางแน่ ยิ่งไปกว่านั้น หากนางจากไป บุตรของนางจะกลายเป็นบุตรขององค์หญิงหรงเจีย แค่คิดก็คับแค้นใจเหลือคณา
นางบริหารเรือนในสกุลซ่งมากว่าสิบปี หากขยาดเกรงกลัวองค์หญิงหรงเจียที่เพิ่งมาใหม่ ก็เสียแรงที่อาเฉากุ้ยเลี้ยงดูมาขาวสะอาด
องค์หญิงหรงเจียยังคงกล่าวว่าไม่ทราบ “การสมรสระหว่างข้ากับท่านซ่งเกิดขึ้นโดยฉับพลัน ทั้งมิอาจให้ข้ากล่าวปฏิเสธได้ ข้ารู้สึกละอายใจต่อท่าน หากรู้ว่าท่านจะกลับมา ข้าจะต้องไปต้อนรับด้วยตนเองที่ท่าเรือ ยกน้ำชาคารวะขอขมาต่อท่าน ไฉนเลยจะนั่งนิ่งอยู่ในจวนซ่ง”
นางกล่าวด้วยความจริงใจ โน้มตัวไปข้างหน้า “ท่านน้อง หากมีความแค้นเคืองอย่างไร เชิญระบายใส่ข้าให้เต็มที่ พวกเราเป็นหญิงของท่านซ่งด้วยกัน อย่าทำให้ท่านลำบากใจเลย หากท่านไม่อยากพบหน้าข้าจริง ๆ จะก่อกำแพงในลานเรือนกั้นเป็นสองส่วนแยกกันอยู่ก็ได้”
จวนโหวมิได้แยกเรือน ทว่าห้องของฝ่ายใหญ่กลับต้องก่อกำแพงกั้นกลาง แยกออกเป็นสองฟาก เช่นนี้เท่ากับบอกให้ทั่วเปี้ยนจิงรู้ว่า ชุยลิ่งหรงขี้หึง ไม่ยอมอดทนรับผู้อื่นใช่หรือไม่?
ดูเถิด ประโยคแล้วประโยคเล่า ความผิดมิเคยรับไว้เลยสักนิด ข้ออ้างที่ยั่วยุให้เกิดเรื่องล้วนผลักไสมายังนางทั้งสิ้น
ชุยลิ่งหรงยิ้มออกมา “หากองค์หญิงเห็นสมควรจะก่อกำแพงจริง ๆ ข้าคงห้ามปรามมิได้ ในวันนี้ ข้าถือว่าเป็นภรรยาเอก และบริหารจวนโหวมากว่าสิบปี ขอเอ่ยเล่าสู่กันฟังสักสองสามคำ ท่านเพิ่งมาถึงจวนโหว การต้องการสร้างฐานะและช่วงชิงหน้าเป็นเรื่องปกติ แต่เมื่อมีเรื่องเร่งด่วนก็ควรจัดการตามลำดับ กุญแจจวนโหวอยู่ในมือข้ามากว่าสิบปี ไม่เคยเกิดข้อผิดพลาด ทว่าท่านเพิ่งมารับช่วง คนรับใช้เฝ้าประตูก็ก่อเรื่องเช่นนี้ขึ้นมาเองแล้ว ผู้คนที่ไม่รู้เบื้องลึกจะกล่าวว่าเราต่างแย่งชิงอำนาจกัน ให้คนภายนอกมองจวนโหวเป็นเรื่องขบขัน ท่านว่านี่ถูกต้องหรือไม่?”
องค์หญิงหรงเจียช่วงชิงอำนาจบริหารเรือนไปจากสกุลเจียง ก็มิได้คิดจะคืนให้ชุยลิ่งหรง บัดนี้ชุยลิ่งหรงนำเรื่องคนรับใช้เฝ้าประตูมากล่าว องค์หญิงหรงเจียจำต้องให้คำตอบที่สมเหตุสมผล มิฉะนั้น หากข่าวเล่าลือแพร่สะพัด ก็จะกลายเป็นว่าองค์หญิงหรงเจียยึดรังนกเขาแล้วยังเหยียบย่ำชุยลิ่งหรงผู้เป็นภรรยาเอกอีก
ทั้งคู่ต่างเป็นผู้มีปัญญา ย่อมไม่กล่าวกันอย่างโจ่งแจ้ง ชุยลิ่งหรงนำกิ่งบุปผาไห่ถังที่ตัดแต่งเสร็จแล้วปักลงในแจกัน “ร่างของข้ายังไม่สบายดี คงไม่ต้องตามไปส่งองค์หญิงแล้ว ไม่ว่าจะเป็นความเข้าใจผิดหรือไม่ ในเมื่อองค์หญิงเป็นผู้บริหารเรือน ย่อมต้องไต่สวนให้กระจ่าง มิใช่เพียงเพื่อให้คำตอบแก่ข้าเท่านั้น บรรดาคนรับใช้ในจวนโหวต่างจับตาดูอยู่ น้องสะใภ้รองชมว่าองค์หญิงบริหารเรือนดี ข้าจึงขอสบายสักสองสามวัน รอให้ข้าพักฟื้นร่างกายเสียหน่อย แล้วจะมาขอสมุดบัญชีและกุญแจคืนจากท่าน”
กล่าวจบ นางก็กระแอมเบา ๆ เรียกแม่นมชิวให้พานางไปยังห้องด้านใน ปล่อยให้องค์หญิงหรงเจียเม้มริมฝีปากอยู่พักใหญ่ แล้วจึงจากไป