คาดว่าเป็นเพราะฉางยวนกระบี่จุนออกจากฌาน ภายในโถงใหญ่จึงมีผู้คนมาเกือบครบ
เจ้าของยอดเขาทั้งสิบแปดแห่งสำนักกระบี่เสวียนเทียน นอกจากผู้ที่ยังปิดด่านฝึกตน ทุกคนก็ล้วนมารวมตัวกันอยู่ที่นี่ กระทั่งเฉินหวยจั๋วเจ้าของยอดเขาชิงจู๋ซึ่งปกติหายหน้าไปไหนมาไหนไม่ประจำที่ ยังปรากฏกาย นั่งหลับอยู่ตรงมุมหนึ่ง
เพียงแค่การสอบคัดเลือกศิษย์ใหม่ ไม่จำเป็นต้องดึงดูดคนมามากมายเช่นนี้
ทุกคนล้วนมาเพื่อให้เกียรติฉางยวนกระบี่จุน
ปิดด่านมาสิบปี ท่วงท่าของเขายิ่งสงบนิ่ง กำลังฝีมือก็ยิ่งลึกล้ำสุดหยั่ง ทุกวันนี้ในสำนักกระบี่เสวียนเทียน ไม่มีใครกล้าอวดดีต่อหน้าเขา
อี้หลานชิงเดินเข้าสู่โถง ก็ได้ยินเจ้าสำนักอวิ๋นไห่ กล่าวแนะนำตน
“ฉางยวน นี่คือศิษย์ในรุ่นเมื่อห้าปีก่อน ที่มีพื้นฐานดีที่สุด เช่นเดียวกับเจ้า มีรากวิญญาณสวรรค์ธาตุทองเดี่ยว อยู่ลำดับสูงสุดบนบันไดหมื่นขั้นขึ้นสวรรค์ด้วย”
“ฉางเยี่ยและจวีหยางต่างมีใจอยากรับนางเป็นศิษย์ แต่ข้าคิดว่า รากวิญญาณของนางก็เหมือนเจ้า อีกทั้งมีจิตใจมุ่งมั่น เหมาะจะเป็นต้นกล้าฝึกกระบี่ ข้าจึงเก็บไว้ให้เจ้าเหมาะที่สุด พอดีเจ้าเองก็ยังไม่มีศิษย์”
“ฉางยวน วันนี้เจ้าแผลหายดี ออกจากฌานราบรื่น แล้วยังได้ศิษย์ดีอีกคน นับเป็นความยินดีสองประการ!”
เจ้าสำนักอวิ๋นไห่เต็มไปด้วยสีหน้ายินดี ผู้หลักผู้ใหญ่ในโถงก็ล้วนมีรอยยิ้มบนใบหน้า
ทว่าผู้เป็นตัวเอกทั้งสองกลับไร้รอยยิ้มแม้แต่น้อย
อี้หลานชิงมองไปยังเบื้องบน ตรงที่นั่งถัดจากเจ้าสำนักอวิ๋นไห่คือฉางยวนกระบี่จุน
สายตาของอีกฝ่ายก็เช่นเดียวกับชาติก่อน กำลังจับจ้องที่กระจกวารีในโถงใหญ่
ในกระจกสะท้อนภาพบันไดหมื่นขั้นขึ้นสวรรค์หน้าระเบียงใหญ่ ร่างของบรรดาศิษย์ใหม่
อี้หลานชิงรู้ดีว่า สิ่งที่ดึงดูดสายตาฉางยวนกระบี่จุนได้จริง มีเพียงผู้เดียว คือจี้ฝูเหยาที่ตอนนี้รั้งอยู่ท้ายสุด สภาพอเนจอนาถเต็มที่
ส่วนคำที่เจ้าสำนักอวิ๋นไห่แนะนำนาง เกรงว่าเขาคงมิได้ตั้งใจฟัง หรือไม่ก็ฟังแล้ว แต่เทียบไม่ได้กับร่างในกระจกวารีเลย
แต่ในสำนัก เขาก็เป็นเช่นนี้เป็นปกติ เย็นชาต่อทุกสิ่งเสมอ เจ้าสำนักอวิ๋นไห่กับผู้หลักผู้ใหญ่ทั้งหลายก็ชินนานแล้ว ไม่ถือสา
“เรื่องนี้ตกลงตามนี้”
“พิธีคารวะอาจารย์ จัดในอีกเจ็ดวันดีหรือไม่ พอดีทันส่งข่าวการออกฌานและรับศิษย์ของเจ้าออกไป”
สิ้นเสียงเจ้าสำนักอวิ๋นไห่ ฉางยวนกระบี่จุนจึงยอมดึงสายตาจากกระจกวารี
ขมวดคิ้วครุ่นคิด แล้วกล่าวว่า “พิธีรับศิษย์จัดในอีกเจ็ดวัน ข้าไม่มีข้อโต้แย้ง แต่ว่า…ศิษย์ที่ข้าจะรับ เป็นผู้อื่น”
“ผู้อื่น?”
“ใคร?”
คำกล่าวของฉางยวนกระบี่จุนทำเอาทุกคนตะลึง
บรรดาผู้หลักผู้ใหญ่ในโถงล้วนตกใจ แล้วจึงมองไปในกระจกวารีทีละคน หรือว่าศิษย์ใหม่รุ่นนี้ จะมียอดฝีมือดีที่ถูกพวกเขามองข้ามไป?
มองอยู่นาน ก็ยังไม่เห็นเหตุผลใด คนที่เดินอยู่หน้าสุดไม่กี่คน พื้นฐานก็ไม่เลว แต่เทียบกับอี้หลานชิงเมื่อห้าปีก่อน ก็ยังห่างชั้นกันมาก
ฉางยวนกระบี่จุนเห็นดังนั้นจึงปล่อยพลังวิญญาณสายหนึ่ง ควบคุมกระจกวารีให้ฉายภาพช่วงครึ่งหลังของบันไดหมื่นขั้นขึ้นสวรรค์ ตอนนี้เวลาสอบคัดเลือกผ่านไปเกินครึ่งแล้ว คนส่วนใหญ่เดินผ่านบันไดไปเกินครึ่ง ผู้ที่ยังรั้งท้ายก็เหลือเพียงสามคนสุดท้าย
ในนั้นมีสตรีผู้หนึ่งรั้งอยู่สุดท้าย เหงื่อไหลโทรมกาย ทุกย่างก้าวล้วนยากลำบากยิ่ง
ทันทีที่กระจกวารีฉายไปถึง นางก็ยกมือปาดเหงื่อ เผยโฉมหน้าทั้งหมดออกมา
ลมหายใจของผู้หลักผู้ใหญ่ในโถงล้วนสะดุดพร้อมกัน เงียบไปครู่หนึ่ง ก็ไม่มีใครถามอีกว่าเหตุใดฉางยวนกระบี่จุนจึงจะรับสตรีผู้นี้เป็นศิษย์
เจ้าสำนักอวิ๋นไห่สูดลมหายใจลึก กล่าวว่า “ก็ดี เมื่อเจ้ายังมีผู้ที่ถูกใจ เช่นนั้นก็รับเข้าสักขารวมกันเถิด ให้พวกนางเป็นทั้งศิษย์พี่และศิษย์น้อง จะได้มีเพื่อนกัน”
อี้หลานชิงเฝ้าสังเกตปฏิกิริยาของผู้คนในโถงใหญ่อย่างเงียบๆ
ท่าทางของฉางยวนกระบี่จุน ไม่ต่างจากในความทรงจำชาติก่อนของนาง ทว่าในครั้งนี้ นางกลับสังเกตรายละเอียดมากมายที่มองข้ามไปในชาติก่อน
เริ่มแรกผู้หลักผู้ใหญ่เหล่านี้เห็นได้ชัดว่ารังเกียจ จี้ฝูเหยาผู้รั้งท้ายบนบันไดหมื่นขั้นขึ้นสวรรค์ แต่เมื่อจี้ฝูเหยาเผยโฉมหน้า กลับพากันเปลี่ยนท่าที
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ใบหน้าของจี้ฝูเหยา มี “ปัญหาใหญ่”
เปลี่ยนจาก “ยินดีสองประการ” เป็น “ยินดีสามประการ” ร่วมแสดงความยินดีที่ฉางยวนกระบี่จุนจะได้ศิษย์เพิ่มอีกสองคนแล้ว ทุกคนจึงนึกถึงอี้หลานชิงที่ถูกทิ้งไว้เบื้องล่างนานพอควร
เจ้าสำนักอวิ๋นไห่โบกมือเรียกนาง “หลานชิงยามาตรงนี้หน่อย เจ้ายังไม่ได้คารวะฉางยวนอย่างเป็นทางการ”
คำกล่าวของเจ้าสำนักอวิ๋นไห่ ย่อมหมายให้อี้หลานชิงเดินมาทำพิธีคารวะอาจารย์
ทว่าอี้หลานชิงเดินเข้ามาเบื้องหน้า กลับไม่ประกอบพิธีคุกเข่าคำนับ เพียงโน้มตัวเล็กน้อย โค้งเอวคำนับแล้วกล่าวว่า
“ศิษย์อี้หลานชิง ได้พบท่านฉางยวนกระบี่จุน”
“ศิษย์” ในที่นี้หาใช่ “ศิษย์” ในความหมายนั้น หากแต่หมายถึงฐานะที่ตนเป็นศิษย์ของสำนักกระบี่เสวียนเทียน ประกอบด้วยมารยาทของผู้น้อยที่เข้าพบผู้อาวุโสในโลกบำเพ็ญเซียน น้ำเสียงก็ไม่ยากที่จะฟังออกถึงความห่างเหิน
นอกจากคนที่นั่งงีบง่วงอยู่ตรงมุมโถงคนหนึ่งแล้วนั้น สายตาทั้งหมดในโถงก็ล้วนจับจ้องที่อี้หลานชิง
เจ้าสำนักอวิ๋นไห่กระแอมเบาๆ เตือนว่า “หลานชิงยา เจ้าควรเรียกฉางยวนว่าอาจารย์ถึงจะถูก”
อี้หลานชิงหาได้คารวะใหม่ตามคำของเจ้าสำนักอวิ๋นไห่ไม่
เห็นเพียงนางสีหน้าจริงจัง แววตาแน่วแน่ เอ่ยปากว่า “รายงานเจ้าสำนัก ท่านผู้หลักผู้ใหญ่ทั้งหลาย”
“ศิษย์ไม่ต้องการคารวะฉางยวนกระบี่จุนเป็นอาจารย์!”
“อะไรนะ?” เสียงตกตะลึงจำนวนมากดังก้องไปทั่วโถงใหญ่
หากจะว่าก่อนหน้านี้ใบหน้าของจี้ฝูเหยาเพียงทำให้ทุกคนประหลาดใจ เช่นนั้นคำตอบของอี้หลานชิงในตอนนี้ ก็นับว่าน่าตกตะลึงยิ่งนัก
นี่คืออันดับหนึ่งแห่งวิถีกระบี่ ฉางยวนกระบี่จุนนะ!
ถามทั้งทวีปตงโจว มีผู้บำเพ็ญกระบี่คนใดไม่คิดคารวะเขาเป็นอาจารย์?
ยิ่งกว่านั้น อี้หลานชิงเห็นได้ชัดว่ารอคอยอยู่บนยอดเขาหลิงเซียวถึงห้าปี ก็เพื่อรอให้ฉางยวนออกจากการปิดด่าน จะได้เป็นศิษย์สายตรงอย่างเป็นทางการ
ห้าปีก็รอมาแล้ว มาถึงขั้นคารวะอาจารย์จริง กลับเปลี่ยนใจไม่ยอม เป็นไปได้อย่างไร?
หรือว่าจะน้อยใจ ที่เมื่อครู่ฉางยวนเลือกศิษย์เพิ่มอีกคน?
ทุกคนคาดเดากันไปต่างๆ นานา
เจ้าสำนักอวิ๋นไห่ขมวดคิ้วเล็กน้อย ในแววตาเผยความไม่เห็นด้วย “อย่าใช้อารมณ์ ล้อเล่นกับอนาคตของตน”
“เรียนเจ้าสำนัก ศิษย์มิได้ใช้อารมณ์”
อี้หลานชิงเชิดหน้ากล่าวเสียงดังว่า “อาจารย์ที่ศิษย์ต้องการคารวะ เป็นผู้อื่น!”
ทันใดนั้น ผู้หลักผู้ใหญ่พลันพากันเผยแววตา “สมดังคาด”
ถูกแล้ว “อัจฉริยะ” ล้วนมีความทะนงตนอยู่บ้าง
อี้หลานชิงมีพรสวรรค์ไม่ด้อยกว่าฉางยวนกระบี่จุนในปีนั้น การที่นางไม่ยอมร่วมคารวะอาจารย์กับ “ผู้อ่อนแอ” ซึ่งอยู่ลำดับสุดท้ายในกระจกวารี ก็นับว่ามีเหตุผลรับได้
ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับการเลือกของฉางยวนกระบี่จุนแล้ว
ฉางยวนกระบี่จุนจับจ้องไปยังศิษย์หญิงผู้ปฏิเสธตนต่อหน้าธารกำนัลเป็นครั้งแรก
เห็นเพียงนางหลังตรง สายตาแน่วแน่ ทั้งคนราวกับคมดาบที่ชักออกจากฝัก
สมแล้วที่เป็นต้นกล้าฝึกกระบี่
แต่ถือดีว่ามีพรสวรรค์อยู่บ้าง ช่างไม่รู้จักประมาณตนนัก
คิดจะบีบบังคับให้เขาเปลี่ยนคำพูด รับนางเป็นศิษย์เพียงผู้เดียว เช่นนั้นเขาจะยอมตามใจนางหรือ?
เป็นอาจารย์ศิษย์กันมาหลายปีนัก
อี้หลานชิงมองปราดเดียวก็รู้ว่า “อดีตอาจารย์” ของตนคิดอย่างไร
เขาคิดจะดู เมื่อเขาไม่เปลี่ยนคำพูด นางจะเล่นละครฉากนี้ต่อไปได้อย่างไร
เช่นนั้นก็ให้เขาดูให้เต็มตา!
อี้หลานชิงก้าวไปข้างหน้า ประสานมือคำนับอย่างลึกซึ้งต่อเจ้าสำนักอวิ๋นไห่เบื้องบน กล่าวว่า “ศิษย์จำได้ เมื่อห้าปีก่อนหลังจากขึ้นบันไดหมื่นขั้นขึ้นสวรรค์ได้เป็นอันดับหนึ่ง และเดินเข้าสู่โถงใหญ่นี้เป็นคนแรก เจ้าสำนักเคยรับปากกับศิษย์ว่า จะให้เลือกผู้ใดในโถงนี้เป็นอาจารย์ก็ได้”
“ไม่ทราบว่าวันนี้ คำสัญญานี้ยังคงเป็นจริงอยู่หรือไม่?”
“ย่อมเป็นจริงอยู่” เจ้าสำนักอวิ๋นไห่เห็นอี้หลานชิงดูไม่ใช่เล่นๆ
ก็คาดเดาไม่ออกเช่นกัน ว่าศิษย์หญิงผู้เปี่ยมพรสวรรค์ผู้นี้กำลังคิดอะไรแน่
หรือว่าเกิดความคิดจะคารวะผู้อื่นเป็นอาจารย์จริงๆ?
“เจ้าต้องการคารวะผู้ใดเป็นอาจารย์?”
ทุกคนในโถงล้วนถูกกระตุ้นความอยากรู้
อี้หลานชิงกวาดตามองผู้หลักผู้ใหญ่ที่นั่งอยู่เบื้องบนทีละคน สุดท้ายสายตาหยุดที่ชายหนุ่มซึ่งนั่งเอนพิงพนักเก้าอี้ตรงริมสุด หลับตาสนิท
เทียบกับผู้หลักผู้ใหญ่ในโถงใหญ่ที่หน้าตาเคร่งขรึม องอาจน่าเกรงขาม ชายหนุ่มผู้มีริมฝีปากแดง ผิวขาว งดงามราวภาพวาด แต่หลับอย่างหมดจริตผู้นี้ ราวกับเดินผิดที่
สายตาหยุดนิ่ง
อี้หลานชิงประกาศก้องชัดว่า “ศิษย์ประสงค์จะคารวะ ท่านผู้หลักผู้ใหญ่เฉิน แห่งยอดเขาชิงจู๋ เป็นอาจารย์!”
ผู้หลักผู้ใหญ่ในโถงพากันเผยสีหน้าไม่เชื่อสายตา
หากอี้หลานชิงเลือกเจ้าสำนักอวิ๋นไห่เป็นอาจารย์ หรือเลือกผู้หลักผู้ใหญ่จวีหยางที่ทั้งมีวรยุทธล้ำลึกและเก่งกาจในการสอนศิษย์เป็นอาจารย์ พวกเขาคงไม่ประหลาดใจถึงเพียงนี้
เหตุไฉนจึงได้เลือกเฉินหวยจั๋ว?
มีก็แต่ความอาวุโส ปกติในสำนักก็เหมือนคนล่องหน ทำตัวเหลวไหล ไร้ผลงานแม้แต่น้อย อย่างเฉินหวยจั๋ว!