ได้ยินคำเปรียบเทียบนั้น เสิ่นเจียวก็คิดในใจว่า อารมณ์ของฉันคงอ่อนโยนกว่ากระต่ายมากนัก
เพราะกระต่ายพอจนตรอกเข้าจริง ๆ ก็จะกัดคน ทั้งยังเตะคนด้วย อารมณ์ร้ายใช่เล่น
“แล้วทำไมคุณถึงชอบฉันล่ะ” เสิ่นเจียวถามไจ๋เยว่อีกครั้ง
ก่อนหน้านี้ตอนใครบางคนเปิดใจสารภาพความรู้สึกอย่างลึกซึ้ง เขาพูดแค่ว่าชอบเธอมานานแค่ไหน แต่ไม่ได้บอกเหตุผลอย่างเจาะจง
เสิ่นเจียวคิดว่าเมื่อครู่เธอไล่เรียงข้อดีของไจ๋เยว่ไปหมดแล้ว ตอนนี้เธอก็อยากฟังบ้างว่าในสายตาเขา เธอเป็นคนแบบไหน
เมื่อได้ยินคำถามนี้ ไจ๋เยว่ก็มองหญิงสาวแสนน่ารักตรงหน้า พลางนึกย้อนถึงเรื่องราวต่าง ๆ ตั้งแต่แรกที่รู้จักและใช้เวลาอยู่กับเสิ่นเจียว
“ตอนนั้นคุณดูน่าสงสารนิดหน่อย เหมือนนกตัวเล็ก ๆ ที่ไร้บ้าน หลบฝนอยู่ใต้ชายคาบ้านคนอื่น แต่ยังกล้าเข้ามาแค่ครึ่งตัว อีกครึ่งหนึ่งยังเปียกฝนอยู่” ไจ๋เยว่พูดช้า ๆ
เขาเป็นคนซื่อ ๆ มีความรู้สึกอย่างไรก็พูดอย่างนั้น ไม่รู้จักใช้ถ้อยคำหรูหรามาประดับ
เสิ่นเจียวพยายามสรุปคำพูดของเขา จับใจความสำคัญได้ว่า
“หมายความว่าสงสารฉัน แล้วความสงสารก็กลายเป็นความรักอย่างนั้นเหรอ”
เธอไม่ได้รู้สึกว่าการถูกสงสารทำให้ตัวเองน่าสงสารอะไรนัก เพราะตอนนั้นเธอไร้บ้านจริง ๆ และก็ทำได้แค่มาพึ่งพาไจ๋เยว่
นี่เป็นความจริง ไม่จำเป็นต้องรู้สึกเสียศักดิ์ศรี
หลังจากเธอพูดจบ เธอเห็นไจ๋เยว่ส่ายหน้าแล้วตอบว่า
“คนโชคร้ายบนโลกนี้มีตั้งมากมาย ไม่ใช่ว่าฉันจะชอบทุกคนที่ฉันสงสาร”
เสิ่นเจียวเม้มปากครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนพูดว่า
“ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ใช่ชอบตั้งแต่แรกเห็น ไม่ใช่สงสารจนเกิดความรัก หรือว่าคุณเพิ่งมาชอบฉันหลังจากที่ฉันรุกสารภาพรักกับคุณล่ะ”
