“นอกจากคุณแล้ว ยังมีใครอีกที่ชื่อมีคำว่าเยว่?” เสิ่นเจียวเลิกคิ้วถาม
จากนั้นเอวบางของเธอก็ถูกโอบรัดแน่นขึ้นในชั่วพริบตา ใครบางคนงับแก้มเธอเบา ๆ แล้วพูดอย่างหึงหวงว่า
“คุณก็รู้อยู่แล้วว่าผมหมายถึงอะไร”
“ได้ ๆ ฉันรู้แล้ว ฉันรู้แล้ว” เสิ่นเจียวรีบปลอบเขาทันที
ไม่อย่างนั้นเธอกลัวว่าแก้มจะถูกงับจนชาไปหมด หากมีรอยขึ้นมา พรุ่งนี้จะเอาหน้าไปพบใครได้ล่ะ?
“อืม ต่อไปเรียกผมแบบนี้แค่คนเดียวได้ไหม?” เสิ่นเจียวพูดเสียงเบาอีกครั้ง ทำเสียงออดอ้อนและเอาใจเขา
“อืม” ไจ๋เยว่พอใจแล้ว จึงจุมพิตแก้มเธอหนึ่งที
เสิ่นเจียวยิ้ม ดวงตาโค้งเป็นจันทร์เสี้ยว
ที่แทนก็ปลอบง่ายเหมือนกัน แค่เรียกพี่ชายคำเดียวก็พอใจแล้ว
“ปล่อยฉันหน่อยสิ พี่อาเยว่ ร้อนนิดหน่อย” เสิ่นเจียวพูดพลางดันเขาเบา ๆ
ไจ๋เยว่ปล่อยเธอ แล้วถอยหลังไปหนึ่งก้าว
อากาศหน้าร้อน เสื้อผ้าก็บาง เมื่อครู่ทั้งสองคลอเคลียกันอยู่พักหนึ่ง ตอนนี้ใบหน้าของไจ๋เยว่แดงราวกับเมฆเพลิง
วินาทีต่อมา ไจ๋เยว่ก็หันหลังแทบจะทันที แล้วหนีไปอย่างลนลานพร้อมเอ่ยว่า
“ผม... ผมไปเดี๋ยวเดียวก็กลับ...”
มองแผ่นหลังที่วิ่งหนีไปอย่างลนลาน ทั้งทุลักทุเลและกระอักกระอ่วน หูและลำคอของเขาแดงก่ำไปหมด
เสิ่นเจียวเองก็เพิ่งได้สติ ใบหน้าค่อย ๆ แดงระเรื่อขึ้น ก่อนจะยิ่งแดงขึ้นเรื่อย ๆ ร้อนผ่าวราวกับกุ้งต้มสุก
เสิ่นเจียวยกมือปิดหน้า เขินจนทำอะไรไม่ถูก
ร้อนเหลือเกิน เธอรู้สึกเหมือนกาต้มน้ำที่กำลังเดือดปุด ๆ และมีไอร้อนพวยพุ่งออกมาไม่หยุด
เธอจึงรีบไปตักน้ำเย็นมาล้างหน้า แล้วใช้ผ้าขนหนูเย็นประคบเพื่อช่วยลดความร้อน
