เสิ่นเจียวจมอยู่ในความทรงจำ เอ่ยกับไจ๋เยว่ด้วยเสียงอู้อี้ว่า
“หลังจากเราแต่งงานกันแล้ว พาฉันกลับบ้านเกิดสักครั้งนะ ไปจุดธูปให้คุณปู่คุณย่า”
“ฉันอยากพาคุณไปพบพวกท่าน บอกให้ทั้งสองรู้ว่าตอนนี้ฉันมีความสุขแล้ว ได้พบผู้ชายคนหนึ่งที่รักฉันมาก”
“ได้” ไจ๋เยว่ตอบรับ
“มีคุณคอยปกป้อง ฉันก็ไม่กลัวกลับไปแล้วจะถูกพ่อแท้ ๆ เจอตัว ฉันแต่งงานแล้ว เขาทำอะไรฉันไม่ได้หรอก” เสิ่นเจียวพูดต่อ
“ผมกลับหวังให้เขาโผล่มาเองมากกว่า” ไจ๋เยว่กล่าว
เสิ่นเจียวเงยหน้ามองเขา ไจ๋เยว่พูดต่อว่า
“แบบนั้นผมจะได้แก้แค้นให้คุณ กล้าขายลูกสาวแท้ ๆ ของตัวเองให้ผู้ชายแก่ที่อายุพอจะเป็นพ่อเธอได้ ช่างไม่สมควรเป็นคนจริง ๆ”
“เขาไม่เคยมองฉันเป็นลูกสาว มองฉันเป็นแค่สิ่งของที่เอาไปแลกผลประโยชน์ได้เท่านั้น” เสิ่นเจียวกล่าว
ที่จริง ตอนแรกที่พ่อแท้ ๆ จู่ ๆ ก็มาหาเธอ ถือรูปแม่กับใบรับรองการเกิดของเธอ ร้องไห้น้ำตาน้ำมูกไหลพราก พลางบอกว่าในที่สุดก็หาเธอเจอแล้ว
ในใจเธอยังมีความคาดหวังต่อคำว่าพ่อและครอบครัวนั้นอยู่บ้าง
แต่เขาเล่นละครได้ไม่นานนัก หรืออาจเป็นเพราะร้อนใจอยากพาเธอเข้าเมืองไปแต่งงาน จึงเผยเจตนาที่แท้จริงออกมาอย่างรวดเร็ว
แม้จะมีสายเลือดเดียวกัน แต่ไม่เคยเลี้ยงดู เสิ่นเจียวจะซาบซึ้งใจไปชั่วขณะก็จริง ทว่าไม่ได้ถึงกับหน้ามืดตามัว
ยิ่งไปกว่านั้น เธอยังได้เรียนหนังสือมา ไม่มีทางถูกคำโบราณอย่าง “พ่อแม่สั่ง ผู้ใหญ่จัดการแต่งงานให้” หรือคำสอนเรื่องความกตัญญูมาผูกมัดได้ง่าย ๆ
หลังจากเผชิญเรื่องที่พ่อคิดจะขายเธอให้พ่อม่ายแก่ ทั้งลุงป้าน้าอาและหัวหน้าหมู่บ้านต่างก็พากันมาช่วยเกลี้ยกล่อมให้เธอเข้าเมืองไป “เสวยสุข”
