กู้ฉางเหอมีสีหน้าลำบากใจ ดวงตาฝ้าฟางแดงก่ำ น้ำเสียงสะอึกสะอื้น “ฝานเอ๋ย หากข้ายังเห็นเจ้าเป็นหลานชายตระกูลกู้ ข้าคงไม่ลากสังขารเฒ่ามาหาเจ้าถึงที่”
กู้ฝานลากเก้าอี้ไม้เข้ามานั่ง “ท่านปู่ฉางเหอมีเรื่องจะพูดกระมัง”
“แม้ตาเฒ่าจะเลือนราง แต่ในใจกลับกระจ่างดุจกระจก”
กู้ฉางเหอกระทุ้งไม้เท้าลงพื้น “เจ้าตั้งโรงงานไว้ที่หลังเขา จัดตั้งกองล่าสัตว์ขึ้นมา
ซานหลินพาคนออกลาดตระเวนให้เห็นอยู่ทุกวัน แต่ความเคลื่อนไหวในหุบเขาลึกที่ไม่เคยหยุดทั้งวันทั้งคืน
เสียงตะโกนเข่นฆ่าของชายฉกรรจ์สองพันคน คิดว่าจะปิดบังคนอื่นได้ แล้วจะปิดบังหูตาแก่ ๆ ของข้าได้หรือ?”
กู้ฝานนั่งนิ่งดุจขุนเขา ไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ รอฟังผู้อาวุโสตระกูลกล่าวต่อ
กู้ฉางเหอมองกู้ฝานที่ไม่สะทกสะท้าน แล้วเอ่ยต่อ “คราวนั้นทหารม้าเร่งรุดของโอรสสวรรค์ล้อมหมู่บ้านชิงฉือ ภายนอกลือกันว่ามาประกาศราชโองการพระราชทานบรรดาศักดิ์!
แต่ตาเฒ่ารู้ดีว่า กองทัพที่ยกมานั้นแผ่ไอสังหารหมายจะสังหารคนทั้งหมู่บ้าน! หากเจ้าไม่ได้วางแผนไว้ล่วงหน้า
ชีวิตคนหลายร้อยในตระกูลกู้ รวมทั้งตาเฒ่า คงนองเลือดไปนานแล้ว!”
กู้ฝานมองชายชราผู้ดูแลกิจการตระกูลมาหลายสิบปี
กู้ฉางเหอปาดน้ำตาขุ่นมัวตรงหางตา “ยามนี้เจ้ากลับรวบรวมพวกลี้ภัยห้าพันคนจากหาดร้างเข้ามาอยู่ใต้บังคับบัญชา
ทางการออกหนังสือรับรอง ทั้งฮ่องเต้ยังประทับตราชาดอนุญาตให้เจ้าดูแลแทน ผู้คนภายนอกต่างยกย่องว่าเจ้าเป็นผู้มีเมตตา เป็นท่านป๋อที่วัน ๆ เอาแต่คิดค้นกลไกพิสดาร แต่ตาเฒ่ารู้ดี ในใจเจ้าไม่ได้คิดอยู่แค่พื้นที่เพียงไม่กี่ไร่นี้ เจ้ากำลังวางแผนการใหญ่!”
กู้ฝานละสายตา เคาะโต๊ะเบา ๆ “ในเมื่อเจ้าตระกูลมองออกแล้ว วันนี้มาเยือนเพื่อเกลี้ยกล่อมให้ผู้น้อยเป็นคหบดีผู้มั่งคั่งที่รู้จักสงบเสงี่ยมเจียมตัวหรือ?”
