ชายชราหิ้วกาน้ำมาเติมน้ำ ไอร้อนลอยกรุ่นบดบังโหนกคิ้วของบัณฑิตหนุ่ม
ผ่านไปเนิ่นนาน
ไป๋เชียนอวี่จัดเสื้อป่านให้เรียบร้อย ถอยหลังสามก้าว ก่อนประสานมือคำนับกู้ฝานอีกครั้งจนแทบจรดเข่า
“ขอบคุณพี่กู้ที่ชี้แนะ ข้าน้อยจึงได้รู้ว่าแต่ก่อนตนเองคับแคบและมองการณ์สั้น เกือบก้าวเข้าสู่ทางตันเสียแล้ว”
ความหดหู่บนใบหน้าของไป๋เชียนอวี่มลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความฮึกเหิมและไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคใด
“เรียนตามตรง ข้าน้อยยากจนจนแทบสิ้นเนื้อประดาตัว เคยคิดจะกระโดดแม่น้ำฆ่าตัวตายอยู่หลายครั้ง
บัดนี้เมื่อได้ฟังคำพูดของพี่กู้ ข้าน้อยก็เข้าใจเสียทีว่าควรก้าวเดินบนเส้นทางเบื้องหน้าอย่างไร”
กู้ฝานขยับคิ้วเล็กน้อย “พี่ไป๋คิดจะทำสิ่งใด?”
ไป๋เชียนอวี่ทอดสายตามองเฉิงจิง แววตาแน่วแน่ยิ่งกว่าครั้งไหน “เข้ากรุงไปสอบ!
แม้ไม่มีตระกูลใหญ่ช่วยแนะนำ แม้เส้นทางเบื้องหน้าจะเต็มไปด้วยคมดาบและทะเลเพลิง!
ข้าน้อยก็จะใช้พู่กันในมือเคาะประตูโถงจินหลวน เพื่อช่วงชิงโอกาสรอดให้ปวงประชา!”
กู้ฝานมีสีหน้าเคร่งขรึม พลางพิจารณาบัณฑิตยากจนผู้เปี่ยมความบ้าบิ่น
“เฉิงจิงเป็นถิ่นที่ตระกูลขุนนางใหญ่หยั่งรากสืบทอด อำนาจตระกูลใหญ่ผูกขาดสายธารแห่งการศึกษามานานหลายร้อยปี
การสอบฤดูใบไม้ผลิใกล้เข้ามาแล้ว ที่นั่งของบุตรหลานตระกูลใหญ่ล้วนถูกกำหนดไว้ก่อนนานแล้ว
บัณฑิตยากจนผู้กล้าทัดทานอย่างตรงไปตรงมา โทษเบาก็ถูกถอดชื่อและเนรเทศ โทษหนักก็ถึงขั้นเสียศีรษะ
การเดินทางครั้งนี้มีแต่ตายกับตาย เจ้าใคร่จัดการตนเองเช่นไร?”
“ฮ่า ๆ ๆ!”
ไป๋เชียนอวี่หัวเราะเสียงดัง เสียงหัวเราะดังก้องไปทั่ว
“ผู้คนใต้หล้าล้วนหวงแหนชีวิต! หากทุกคนเอาแต่หลบหนีเพื่อเอาตัวรอด แล้วผู้ใดจะขวางกระแสน้ำเน่าเหม็นนี้?!
ข้าน้อยตัวคนเดียว เบื้องบนไม่มีบิดามารดาให้ห่วงใย เบื้องล่างไม่มีภรรยาบุตรให้เป็นภาระ!
หากเข้าสู่เส้นทางขุนนางแล้วช่วยคนได้หนึ่งคน ก็เท่ากับมอบโอกาสรอดให้คนผู้นั้น
