ทิศทางความเป็นไปของใต้หล้าตลอดหลายพันปี ล้วนอยู่ในกำมือของตระกูลขุนนางใหญ่ทั้งหลาย!
ยามราชอำนาจเข้มแข็ง พวกเขาก็เก็บงำเขี้ยวเล็บ!
ยามราชอำนาจอ่อนแอ พวกเขาก็ช่วงชิงใต้หล้ามาหล่อเลี้ยงตน!
พวกเขาไม่ขึ้นเป็นฮ่องเต้ ทว่าฮ่องเต้ทุกพระองค์ล้วนหลีกหนีพวกเขาไม่พ้น!
“ดี!”
เสียงปรบมือดังมาจากด้านหลัง
“คำกล่าวที่ว่า ‘บ้านเมืองรุ่งเรือง ประชาชนทุกข์ยาก บ้านเมืองล่มสลาย ประชาชนก็ทุกข์ยาก’ ช่างยอดเยี่ยมนัก!”
แววตากู้ฝานเย็นเยียบ ปลายเท้าบิดเล็กน้อย
โจวฝูตอบสนองว่องไว มือขวาแตะด้ามมีดสั้น ก้าวมายืนเบื้องหน้ากู้ฝาน พลางมองผู้มาเยือน
ผู้มาเยือนอายุยังไม่ถึงยี่สิบปี รูปร่างผอมเพรียว ท่วงท่าตรงสง่า สวมเสื้อคลุมป่านเนื้อหยาบ ใช้ปิ่นไม้รวบผม
ใบหน้าซีดเซียว ทว่าดวงตากลับสุกสว่างราวดวงดาว ย่างเท้าเนิบช้า ไม่เร่งไม่ร้อน ทั่วร่างเปี่ยมด้วยความสง่าผึ่งผาย
เขาหยุดห่างออกไปห้าก้าว เหลือบมองมีดสั้นในมือโจวฝู ก่อนประสานมือคำนับอย่างเรียบร้อย
“พี่ชาย โปรดรับการคารวะจากข้า”
ผู้มาเยือนยืดกายตรง เผชิญสายตาพินิจของกู้ฝาน สีหน้าขรึมลง “เมื่อครู่ข้าหลบลมพักอยู่แถวนี้ บังเอิญได้ยินถ้อยคำลึกซึ้งของพี่ชายโดยมิได้ตั้งใจ
ถ้อยคำแปดอักษรที่เข้าหู ดุจเสียงระฆังยามรุ่งอรุณและกลองยามพลบค่ำ ทุกคำล้วนแทงใจดำ! ข้าน้อยไป๋เชียนอวี่เลื่อมใสยิ่งนัก จึงถือวิสาสะปรากฏตัวเพื่อผูกมิตร ขอถามนามแซ่ของพี่ชายได้หรือไม่?”
บัณฑิตคนหนึ่งเดินทางเพียงลำพังบนทางรกร้างที่เต็มไปด้วยซากศพเช่นนี้หรือ?
กู้ฝานกวาดตามองคนตรงหน้า เสื้อผ้าหยาบกร้าน รองเท้าผ้า ทว่าไม่เห็นแววอึดอัด คำพูดหนักแน่น สุภาพ และรู้จักกาลเทศะ
เมืองเฉิงจิงเป็นดั่งสายน้ำเชี่ยวกราก มีสหายเพิ่มสักคนย่อมดีกว่ามีศัตรูเพิ่ม
กู้ฝานกดมือโจวฝูลง ส่งสัญญาณให้เก็บมีด
จากนั้นก้าวไปข้างหน้าครึ่งก้าว ยกชามดินเผาขึ้น ประสานมือคำนับตามธรรมเนียมบัณฑิต “กู้ฝาน คารวะพี่ไป๋”
