สวี่หมิงจูยังประมาทเกินไป
นิยายทะลุมิตินี่หลอกกันทั้งนั้น
ภูเขาหัวโล้นเตียนโล่ง อย่าว่าแต่หมูป่ากับกระต่ายป่าเลย แค่จะหาผักป่าที่พอกินได้สักกำ สวี่หมิงจูก็แทบอยากยกนิ้วให้แล้ว
ถ้านับตามเวลาในหนังสือ นางน่าจะใกล้ถึงช่วงขายบ้านแล้ว ของมีค่าหรือไม่มีค่าที่บ้านก็ถูกนางเอาไปพนันจนหมดเกลี้ยง
ตอนนี้ยังติดหนี้พระเอกอยู่อีก 10 ตำลึง
สวี่หมิงจูเดินวนอยู่รอบหนึ่งก็ไม่พบของอะไรที่เอาไปขายได้เงิน จึงถอนหายใจยอมรับชะตาแล้วเข้าไปช่วยสวี่หมิงอันทำงาน รอลงจากเขาแล้วค่อยคิดหาทางหาเงินให้ดี หากไม่มีทางจริง ๆ พรุ่งนี้ค่อยเข้าเมืองไปดู
สวี่หมิงอันไม่คิดเลยว่าน้องสาวที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างทะนุถนอมจะยอมช่วยเขาจริง ๆ เมื่อก่อนนางถนัดที่สุดก็เรื่องอู้กับเล่นลูกไม้ ที่แท้ก็เล็งค่าจ้างที่เขากำลังจะได้อยู่นั่นเอง
“มองอะไรอยู่? รีบทำงานให้เสร็จ จะได้กลับกัน”
“รู้แล้ว”
สวี่หมิงอันหน้าหมองลง พอนึกว่าค่าจ้างจากการขนหินต่อจากนี้คงถูกน้องสาวเอาไปถลุงในบ่อนพนันจนหมด ก็หมดแรงขึ้นมาทันที
เขายังรอเก็บเงินแต่งเมียอยู่เลย ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป ไม่รู้ว่าอายุ 30 แล้วจะได้แต่งหรือเปล่า
อายุ 30 ตอนนั้นแม่ม่ายหมู่บ้านข้าง ๆ ก็คงเกือบ 40 แล้วกระมัง ไม่รู้ว่านางแต่งงานไปหรือยัง
สวี่หมิงจูไม่รู้เลยว่าคนข้าง ๆ คิดไปไกลขนาดนั้น นางมัวแต่ขบคิดหาหนทางทำเงินอยู่ จู่ ๆ ปลายนิ้วก็สัมผัสเข้ากับเปลือกไม้หยาบ ๆ โดยไม่ตั้งใจ ขณะที่กำลังจะชักมือกลับ กลิ่นหอมหวานชื่นคล้ายน้ำผึ้งก็ลอยมาแตะปลายจมูก
นางชะงักฝีเท้า เงยหน้ามองต้นไหวแก่ ๆ ที่ลำต้นคดงออยู่ข้าง ๆ
ตรงโพรงบริเวณกลางลำต้นมีก้อนดำทะมึนอยู่ ฝูงผึ้งบินวนเวียนกันแน่นขนัด
รังผึ้ง!
สวี่หมิงจูดีใจขึ้นมา
น้ำผึ้งเป็นของดีที่ขายได้จริง ๆ
สวี่หมิงอันมัดฟืนเสร็จแล้ว เห็นสวี่หมิงจูจ้องต้นไม้เหม่ออยู่ จึงขมวดคิ้วเร่ง “มองอะไรอยู่? กลับกันได้แล้ว ฟ้ามืดแล้ว ในเขาไม่ปลอดภัย ท่านแม่จะเป็นห่วง”
“พี่รอง อย่าส่งเสียงนะ”
สวี่หมิงจูดึงเขาไว้ ชี้ปลายนิ้วไปทางต้นไหวแล้วกดเสียงต่ำ “ท่านดูโพรงต้นไม้นั่นสิ ใช่รังผึ้งหรือไม่?”
สวี่หมิงอันมองตาม ดวงตาเป็นประกายขึ้นมา ก่อนจะหม่นลงอีกครั้ง “ของนี่เอามากินให้หวานปากได้ก็จริง แต่โดนต่อยเจ็บมาก อู๋เอ้อร์ในหมู่บ้านถูกมันต่อยจนตาย พวกเรากลับกันเถอะ”
“เราไม่ใช้กำลังหรอก”
สวี่หมิงจูใช้ความคิดอย่างรวดเร็ว “พี่รอง ไปเก็บหญ้าอ้ายแห้งกับใบสนมาให้หน่อย ยิ่งมากยิ่งดี ข้าจะรออยู่ตรงนี้”
สวี่หมิงอันแม้จะสงสัย แต่เห็นน้องสาวทำหน้าจริงจัง หากไม่ทำตาม เดี๋ยวนางกลับไปฟ้องท่านแม่ เขาก็คงโดนเล่นงานอยู่ดี จึงรีบไปถอนหญ้าอ้ายกับเก็บใบสนมาเป็นกองใหญ่
สวี่หมิงจูหาก้อนหินที่กำบังลมได้ วางหญ้าอ้ายกับใบสนกองรวมกัน แล้วใช้หินจุดไฟที่พกติดตัวมาจุดให้ติด
พอควันลอยขึ้น นางก็ยกกองหญ้าควันค่อย ๆ เข้าไปใกล้ใต้ต้นไหว ควันลอยขึ้นไป ผึ้งป่าบนต้นไม้ถูกควันรมจนบินว่อนส่งเสียงหึ่ง ๆ ต่างพากันหนีไปไกล ไม่มีเวลาสนใจรังผึ้งเลย
เมื่อฝูงผึ้งกระจายตัวไปเกือบหมด สวี่หมิงจูก็หากิ่งไม้ยาว ๆ มาท่อนหนึ่ง ค่อย ๆ ใช้แหย่รังผึ้งในโพรงให้หล่นลงมา
ก้อนรวงผึ้งสีทองใสหุ้มด้วยขี้ผึ้งขาว กลิ่นหอมหวานแผ่กระจายออกมาทันที แค่มองก็ชวนให้น้ำลายสอ
ทั้งสองไม่กล้าอยู่ต่อ เอารวงผึ้งห่อด้วยใบไม้ใหญ่สะอาดหลายชั้น ยัดใส่ตะกร้าสะพายหลัง แล้วหอบฟืนรีบลงจากเขา
พอกลับถึงบ้าน สวี่หมิงจูก็ปิดประตูห้องให้สนิทแล้วเอาก้อนน้ำผึ้งออกมา
มีถึงสองก้อนใหญ่ น้ำผึ้งสีเหลืองใสไหลหยดลงมาตามซอกนิ้ว แค่มองก็ชวนให้ดีใจ
นางยื่นก้อนน้ำผึ้งไปจ่อปากสวี่หมิงอัน “ลองชิมดู”
สวี่หมิงอันมองนางแวบหนึ่ง รับไปกัดคำหนึ่ง รสหวานพลันแผ่ซ่านเต็มปาก เขาอดไม่ได้ที่จะกัดอีกคำ แก้มป่องตุ่ย พูดเสียงอู้อี้ว่า “หวานจัง”
“แน่นอนอยู่แล้ว น้ำผึ้งป่านี่นา” นางหักออกมาชิ้นหนึ่งใส่ชาม ส่วนที่เหลือใส่กะละมัง “พรุ่งนี้เราเอาพวกนี้เข้าเมืองไปขายกัน”
“ของแบบนี้ขายได้เงินจริงหรือ?”
สวี่หมิงอันยังไม่ค่อยอยากเชื่อ เมื่อก่อนรู้แค่ว่าน้ำผึ้งหวาน เอากลับมากินให้หวานปาก ไม่เคยคิดว่าจะเอาไปขายได้เงิน
“ขายได้แน่นอน แค่ต้องจัดการสักหน่อย”
“พี่รอง ช่วยล้างไหดินเผาสะอาด ๆ ให้ข้าสักสองสามใบ อย่าลืมลวกด้วยน้ำเดือดด้วยนะ”
“ได้เลย”
สวี่หมิงจูกรองขี้ผึ้งกับเศษรวงผึ้งออก แล้วเคี่ยวด้วยไฟอ่อนในน้ำอุ่น กรองซ้ำหลายรอบผ่านผ้ากรองใยเปลือกหม่อนเนื้อละเอียด จนได้น้ำผึ้งสีใสสว่าง ไม่มีตะกอนขุ่นแม้แต่น้อย จึงค่อยบรรจุลงไหดินเผาสามใบ
จัดการทุกอย่างเสร็จ ฟ้ายังไม่มืด สวี่หมิงจูเห็นว่าท่านแม่กับพี่สะใภ้ใหญ่ออกไปขุดผักป่าข้างนอก จึงตั้งใจจะทำอาหาร พอเปิดไหข้าวหลายใบดูก็พบว่าข้างในว่างเปล่าทั้งหมด
นางค้นหาอีกหลายรอบ นอกจากแป้งแผ่นที่ซ่งฉือนำมาให้วันนี้ซึ่งเหลืออยู่สามแผ่น ก็มีแค่ผักป่ากำหนึ่งบนเขียง
ถ้าเอาแป้งแผ่นพวกนี้ไปอุ่น พวกเขาคงแบ่งกันสามคนกินชิ้นเล็ก ๆ แล้วเหลือทั้งหมดให้นางอีก
พวกเขาทำงานหนักมาทั้งวัน จะไม่กินให้อิ่มได้อย่างไร สวี่หมิงจูมองสวี่หมิงอันที่ผอมแห้งอยู่ในลานบ้าน เด็กหนุ่มใกล้อายุ 20 แล้ว แต่หน้าตาดูเหมือนเด็กมัธยมต้นในยุคปัจจุบัน
เจ้าของร่างเดิมหมกมุ่นอยู่กับบ่อนพนันและความรัก จนไม่เคยสังเกตเลยว่าคนที่รักนางใช้ชีวิตกันอย่างไร
พอหาเงินได้แล้ว ฉันจะต้องบำรุงพวกเขาให้ดี
สวี่หมิงจูจำต้องหักแป้งแผ่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ เติมน้ำลงหม้อต้มให้เดือด เทแป้งที่หักไว้ลงไปแล้วเคี่ยวด้วยไฟอ่อน คอยคนไปเรื่อย ๆ จนกลายเป็นโจ๊กข้น ๆ จากนั้นตักน้ำผึ้งใส่ลงไปหนึ่งช้อนแล้วคนให้เข้ากัน
โจ๊กแป้งข้น ๆ หนึ่งหม้อ หอมกลิ่นข้าวสาลีและหวานน้ำผึ้ง ทั้งสี่คนแบ่งกันคนละชาม
ด้วยสภาพความเป็นอยู่ที่จำกัด ตอนนี้สวี่หมิงจูทำอะไรไม่ได้มาก อย่างน้อยก็ให้ทุกคนได้อิ่มท้องก่อน
ไม่นาน ท่านแม่กับอีกคนก็กลับมา โจวซื่อรีบล้างมือ “ท่านแม่พักก่อนเถิด เดี๋ยวข้าไปล้างผักป่า พวกเรากินโจ๊กผักป่าคืนนี้ก็แล้วกัน รอพี่ใหญ่จ่ายค่าจ้างตอนสิ้นเดือน ทุกอย่างก็คงดีขึ้น”
สวี่หมิงจูจัดชามกับตะเกียบเรียบร้อย สวี่หมิงอันจึงเรียกทั้งสองคน “ท่านแม่ พี่สะใภ้ น้องเล็กทำอาหารเสร็จแล้ว”
“อะไรนะ ทำเสร็จแล้วหรือ?”
ทั้งสองยืนนิ่งอยู่ในลานบ้านด้วยความตกใจไปพักใหญ่
สวี่หมิงจูดึงพวกเขามานั่ง “แค่ที่บ้านไม่มีข้าวแล้ว เหลือแป้งแผ่นอยู่สามแผ่น ก็เลยทำกินประทังไปก่อน พรุ่งนี้ข้าจะเข้าเมืองไปหาทางดู”
ท่านแม่เห็นอาหารแล้วก็รู้สึกปวดใจอยู่บ้าง “นี่เป็นของที่อาฉือเอามาให้เจ้า แป้งแผ่นแห้งเก็บได้นาน เหตุใดถึงเอามาต้มหมดล่ะ”
โจวซื่อรู้สึกเสียดายจนเจ็บใจ หากเอาแป้งแผ่นพวกนี้ไปกินกับผักป่า ครอบครัวพวกเขาก็คงประทังชีวิตไปได้สี่ห้าวัน แต่ตอนนี้กินหมดในมื้อเดียว วันต่อ ๆ ไปคงได้กินแต่ผักป่าจริง ๆ
สวี่หมิงจูยื่นตะเกียบให้ทั้งสามคน “ท่านแม่ ข้าบอกไปตั้งแต่เช้าแล้วว่าเราเป็นครอบครัวเดียวกัน ต่อไปพวกท่านกินอะไร ข้าก็กินอย่างนั้น รีบกินเถอะ เดี๋ยวจะเย็นเสียก่อน”
ท่านแม่ยิ่งมั่นใจในสิ่งที่คิดไว้ พอนึกถึงเรื่องนี้ ขอบตาก็เริ่มชื้น
แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน
รอให้เสียจนหมดตัวแล้ว ลูกสาวคนนี้อาจจะได้สติขึ้นมาจริง ๆ
บางทีอาจกลับไปใช้ชีวิตในหมู่บ้านอย่างติดดินก็ได้
เอาไปเถอะ
เอาไปให้หมดเลย
นางมองลานบ้านแห่งนี้เป็นครั้งสุดท้าย ที่นี่เป็นที่ที่นางใช้ชีวิตมาครึ่งค่อนชีวิต หากต้องจากไปจริง ๆ ก็อดเสียดายไม่ได้
สวี่หมิงจูกำลังจะบอกพวกเขาว่าในนี้มีน้ำผึ้ง แต่จู่ ๆ ท่านแม่ก็ฟุบหน้าร้องไห้ ทำให้ทั้งสามคนตกใจขึ้นมาทันที
นางรีบเข้าไปเช็ดน้ำตาให้ท่านแม่
พ่อแม่ของสวี่หมิงจูในชาติก่อนเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ ต่อมาปู่กับย่าทำใจรับความเจ็บปวดจากการเสียลูกในวัยชราไม่ไหว จึงทยอยจากไปตามกัน นางกลายเป็นเด็กกำพร้าทั้งที่ยังเรียนไม่จบ ต่อให้ภายหลังร้านอาหารดำเนินกิจการได้ดีและทำเงินได้มากมาย ก็ไม่มีใครให้แบ่งปันด้วย
ตอนนี้ได้สัมผัสบรรยากาศของครอบครัวอีกครั้ง นี่เป็นสิ่งเดียวที่ทำให้สวี่หมิงจูรู้สึกพอใจหลังทะลุเข้ามาในนิยาย
เจ้าของร่างเดิมไม่เห็นค่าพวกเขา แต่สวี่หมิงจูคนนี้สงสารพวกเขาจับใจ
“ท่านแม่ เป็นอะไรไปหรือเจ้าคะ?”
ท่านแม่ส่ายหน้า ไม่พูดอะไร
สวี่หมิงจูยังเป็นห่วงมาก จึงพูดว่า “ท่านแม่ ไม่ต้องกังวลนะ เมื่อก่อนท่านคอยปกป้องข้า ต่อไปข้าจะเป็นคนปกป้องพวกท่านเอง”
