คำพูดนั้นแฝงความใส่ใจอย่างอ่อนโยน ความขุ่นข้องในใจเฉินจื้อหย่วนจึงคลายลงไปกว่าครึ่ง เขาพยักหน้า “ผมรู้ เมื่อก่อนผู้การดูแลผมมาตั้งมาก ตอนนี้เขากำลังลำบาก ถ้าผมไม่ช่วย แล้วใครจะช่วยล่ะ?”
เขายกน้ำขึ้นดื่ม ก่อนจะทอดถอนใจขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย “พูดกันตามตรง ถ้าผู้การไม่ได้รับบาดเจ็บ คนที่โดดเด่นที่สุดในกองทัพภาคตะวันตกเฉียงเหนือทั้งหมดก็คงเป็นเขา มีคนจับตาดูเขาตั้งเท่าไร! ถึงบาดเจ็บแล้วก็ยังมีคนพุ่งเข้าหาอยู่ดี คุณไม่เห็นหรือว่าไป๋เว่ย พยาบาลสาวคนนั้นที่โรงพยาบาลเขตทหาร คอยวนเวียนอยู่รอบผู้การทุกวัน ความคิดเล็ก ๆ น้อย ๆ ของเธอ ใครดูก็รู้ทั้งนั้น”
หลิวฟางเงี่ยหูฟัง ก่อนถามต่ออย่างไม่แสดงท่าที “ไป๋เว่ย? คนที่ใช้เส้นสายเข้าโรงพยาบาลก่อนหน้านี้น่ะหรือ เธอหวังอะไรจากเขากัน? ตอนนี้ผู้การเป็นแบบนี้...”
“จะหวังอะไรเสียอีก” เฉินจื้อหย่วนเบ้ปาก “ก็หวังชาติตระกูลของตระกูลมู่ไง บ้านของผู้การมู่อยู่ที่เมืองหลวง คุณก็รู้ไม่ใช่หรือ แม่ของเขาเป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานระดับกระทรวง ต่อให้ปลดประจำการกลับเมืองหลวงในวันหน้า ก็ยังเป็นคนจากครอบครัวมีหน้ามีตาอยู่ดี ผู้หญิงบางคนคิดคำนวณเรื่องพวกนี้เก่งจะตาย”
แววตาของหลิวฟางไหววูบเล็กน้อย
เธอก้มหน้า หยิบเข็มถักขึ้นมาอีกครั้ง ราวกับพูดขึ้นลอย ๆ “แล้วเซินถังล่ะ...คุณว่าเธอตอบตกลงทันทีว่าจะทำอาหารให้ผู้การ เป็นเพราะสืบรู้เรื่องชาติตระกูลของตระกูลมู่เหมือนกันหรือเปล่า ถึงได้ไม่ยอมไป?”
เฉินจื้อหย่วนชะงักไป ก่อนขมวดคิ้ว “นี่...คงไม่ถึงขนาดนั้นหรอกมั้ง เธอเพิ่งมาที่นี่ได้ไม่กี่วัน จะไปสืบรู้อะไรได้ อีกอย่าง สภาพของเธอก็...ได้ยินว่าครอบครัวให้เซ็นหนังสือตัดขาดความสัมพันธ์แล้วโยนเธอออกมา ตัวเปล่าเล่าเปลือย มีที่ให้ซุกหัวนอนก็ดีถมไปแล้ว จะมีเล่ห์เหลี่ยมอะไรได้มากมาย”
