เซินถังกอดเข่า ซุกใบหน้าลงไป
ต้องไปหาซ่งไหวหย่วน ต้องออกไปก่อนแต่งงาน ไม่อย่างนั้นคงไปไม่ได้แล้ว
เธอนึกถึงแววตาที่มู่เจิ้งมองเธอเป็นครั้งสุดท้าย
เหมือนกับมู่ชิงหานทุกประการ แต่หนักแน่นและลึกล้ำกว่า
มู่เจิ้งรับชื่อเสียงเลวร้ายทั้งหมดไว้กับตัวเอง
แต่มู่ชิงหานไม่รู้เรื่องนี้
ตอนนี้เขาคิดว่าพ่อหัวโบราณ คิดว่าเป็นเพราะแรงกดดันจากครอบครัว
คิดว่าแค่เขาไปพูด เรื่องก็จะจัดการได้
แต่เรื่องนี้จัดการไม่ได้
เพราะเขาไม่มีทางรู้สาเหตุที่แท้จริง
เซินถังเงยหน้าขึ้น มองแสงไฟในตึกฝั่งตรงข้ามที่ทยอยสว่างขึ้นทีละดวง
เธอนึกถึงเป่ยไต้เหอ
มู่ชิงหานเคยบอกว่า หลังจากอยู่ภาคตะวันตกเฉียงเหนือมานาน เขาจะพาเธอไปดูทะเล
แต่คงไม่มีโอกาสได้เห็นอีกแล้ว
วันรุ่งขึ้น ฟ้าเพิ่งเริ่มสาง
มู่ชิงหานไม่ได้นอนทั้งคืน
ตอนลุกจากเตียงสนาม ประตูห้องของเซินถังยังปิดสนิท ไม่มีเสียงใดดังออกมา
เขามองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเปลี่ยนเสื้อผ้าอย่างเงียบเชียบ แล้วออกไปสตาร์ตรถจี๊ป
รถแล่นผ่านถนนฉางอันยามเช้าตรู่ บนถนนแทบไม่มีผู้คน มีเพียงคนงานทำความสะอาดกำลังกวาดใบไม้
บ้านพักข้าราชการ ตระกูลมู่
มู่ชิงหานจอดรถหน้าบ้านตัวเอง
ดับเครื่องยนต์แล้วผลักประตูรั้วเข้าไป
ทหารรับใช้กำลังกวาดลานบ้าน พอเห็นเขาเดินเข้ามาก็ชะงักไปเล็กน้อย
“ผู้อำนวยการมู่? ทำไมมาเช้าขนาดนี้ครับ...”
มู่ชิงหานพยักหน้าโดยไม่พูดอะไร เร่งฝีเท้าผ่านโถงเชื่อมตรงไปยังเรือนด้านหลัง
มีแสงลอดออกมาจากช่องประตูห้องหนังสือ ข้างในมีคนอยู่
เขาไม่เคาะประตู ยื่นมือผลักเข้าไปทันที
โคมไฟตั้งโต๊ะยังเปิดอยู่ กลิ่นยาสูบในห้องฉุนจนแสบจมูก
มู่เจิ้งนั่งอยู่หลังโต๊ะ มีเอกสารกางอยู่ตรงหน้า แต่ไม่ได้อ่าน เพียงก้มหน้าบีบหว่างคิ้ว
เมื่อได้ยินเสียง เขาก็เงยหน้าขึ้น เห็นลูกชายยืนอยู่ตรงประตู เสื้อเชิ้ตสีขาวยับยู่ยี่ ใต้ตาคล้ำเขียว เห็นได้ชัดว่าไม่ได้นอนทั้งคืนเหมือนกัน
