“กลับไปแล้วค่อยเล่าให้ฟัง ตอนนี้ตั้งใจขับรถก่อนนะ” เซินถังบอก
กรามของมู่ชิงหานขบแน่นเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ซักต่อ
ภายในรถเงียบลง และเงียบมาตลอดทางจนถึงไห่เตี้ยน
……
อีกด้านหนึ่ง ณ ตระกูลมู่
หลังจากชิงหานกับเซินถังออกไป มู่เฉิงหยวนก็ผลักประตูเข้าไปในห้องหนังสือของพ่อ
เห็นพ่อนั่งอยู่หลังโต๊ะ ท่าทางไม่ต่างจากปกติ
แว่นสายตายาววางอยู่ข้าง ๆ บนโต๊ะยังมีร่างบัตรเชิญสีแดงฉบับนั้น
สีหน้าพ่อดูไม่ดีจริง ๆ ด้วย คงมีเรื่องอะไรแน่
“พ่อ” มู่เฉิงหยวนยิ้มพลางถาม “เมื่อกี้พ่อคุยอะไรกันเหรอ?”
“ไม่มีอะไร” มู่เจิ้งยกถ้วยชาขึ้นจิบ
“แต่ผมเห็นเซินถังออกไปเมื่อกี้ สีหน้าไม่ค่อยดีเลยนะครับ”
มู่เจิ้งแค่นเสียง “อะไร? ยังไม่ทันเข้าบ้าน เธอทำหน้าไม่พอใจ แกก็จะมาซักไซ้เอาความกับพ่อแล้วหรือไง?”
“พ่อ ผมแค่ถามเฉย ๆ ไม่กล้าซักไซ้เอาความหรอกครับ”
มู่เจิ้งหัวเราะเย็นชา “พ่อแค่บอกเธอว่า หลังแต่งเข้าตระกูลมู่แล้ว ก็เลิกทำงานทดลองอะไรพวกนั้นเสีย”
“อะไรนะ?” มู่เฉิงหยวนคิดไปชั่วขณะว่าตัวเองฟังผิด
“พ่อไม่ให้เธอทำงานวิจัยแล้วเหรอครับ? ทำไมล่ะ?”
“จะเพราะอะไรได้อีก ก็เพราะเป็นสะใภ้ตระกูลมู่น่ะสิ” น้ำเสียงของมู่เจิ้งไม่เปลี่ยน แต่พอออกจากปากเขากลับฟังคล้ายคำสั่งที่ไม่เปิดโอกาสให้ใครโต้แย้ง
“แต่งงานแล้วก็ควรอยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือน วัน ๆ อยู่แต่ในห้องทดลองกับแปลงนา คลุกคลีกับผู้ชายเป็นกลุ่ม ๆ แบบนี้มันเหมาะสมตรงไหน!”
มู่เฉิงหยวนนิ่งงันไป เขาจ้องมองพ่ออย่างไม่กะพริบ
พ่อของเขาสนับสนุนการทำงานของแม่มาตลอดชีวิต ไม่เคยพูดสักครั้งว่าผู้หญิงควรอยู่แต่บ้าน
สมัยก่อนแม่ทำงานล่วงเวลาที่สหพันธ์สตรีจนถึงเที่ยงคืน พ่อยังไปรับด้วยตัวเอง เขานึกไม่ถึงเลยว่าพ่อของตัวเองจะพูดอะไรแบบนี้ออกมา
