ยามวิกาลดึกดื่น แขกที่พักกลับถูกเรียกออกจากห้อง มาชุมนุมกันในห้องโถง
ซูหลิงซีประทับบนเก้าอี้ สองมือกอดอก ขาซ้ายพาดขาขวา สีหน้าหยิ่งยโสยิ้มเยาะ “พวกเจ้าให้มีธุระสำคัญจริงเถิดถึงกล้ารบกวนการพักผ่อนของข้า มิเช่นนั้นจงทิ้งใบหูไว้ข้างละข้างเป็นการชดใช้เสีย”
หน่วยเจี่ยอีกลับไม่แม้แต่ชายตามอง
ซูหลิงซีโกรธจัด คว้าถ้วยชาขว้างใส่
อวี๋ซานเหนียงเสียดาย “โอ๊ย ถ้วยข้า!”
เจี่ยอี้ยกมือรับถ้วยชาไว้ได้อย่างง่ายดาย แล้วส่งต่อให้อวี๋ซานเหนียง อวี๋ซานเหนียงโล่งอก รีบโบกมือให้เสี่ยวเอ้อเก็บของแตกง่ายให้พ้นทาง อย่าให้คุณชายใจร้อนขว้างปาอีก
เจี่ยอีถือทะเบียนแขกตรวจสอบทีละคนแล้วถาม “ยังมีอีกสองคนมิใช่หรือ”
คนอื่นรู้ดีว่าคู่ของชาวแดนเหมียวเจียงยังไม่ออกมา แต่ไม่มีใครส่งเสียงเตือน เพราะชาวแดนเหมียวเจียงผู้นั้นดูอารมณ์ร้าย ทั้งยังอยากรู้ว่าหากคนของเจี่ยอียั่วยุชาวแดนเหมียวเจียงจนเกิดการต่อสู้ จะได้สืบรู้ถึงขั้นได้บ้าง
ทว่าเจี่ยอีก็มาจากชังไห่โจว โจวเสียนจึงเอ่ยว่า “เจี่ยอี ชาวแดนเหมียวเจียงผู้นั้นไม่...”
“น่าคบ” ยังไม่ทันพ้นปาก เสียง “ตึง” ดังสนั่น มีคนถูกซัดตกจากชั้นบน กระแทกโต๊ะพังพินาศ สะดุ้งให้คู่ปู่หลานที่อยู่ข้าง ๆ ตกใจ
หญิงชรากายสังขารพิงไม้เท้า หลานพยุงถอยร่นไปสามก้าว นางกายใจไม่สู้ดี เอามือกุมหน้าอกหอบหายใจ
