เพียงสบตากันแวบเดียว
ดวงตาคู่นั้นของหลู่ซิงเหย่คล้ายบ่อน้ำแห้งขอด ไร้ซึ่งไออุ่นแม้แต่น้อย
สมองของเซียวยุ่ยระเบิดตูมขึ้นมาทันที
ความทรงจำถูกกระชากอย่างรุนแรง ราวกับเวลาหวนกลับไปเมื่อห้าปีก่อน
ป่าฝนเขตร้อนอับชื้นแถบชายแดนตะวันตกเฉียงใต้ แอ่งน้ำเน่าเหม็นลึกถึงเอว
ฟองโคลนสีเหลืองขุ่นพลุ่งพล่านอยู่บนผิวน้ำ
มือขาวสะอาดข้างหนึ่ง แม้จะดูผอมบางอยู่บ้าง กลับบีบต้นคอเขาไว้แน่นแล้วกดหัวลงไปในน้ำโคลน
แรงจากมือนั้นมหาศาลราวกับคีมไฮดรอลิก
น้ำโคลนทะลักเข้าจมูก หลอดลม และถุงลมปอดอย่างบ้าคลั่ง ความแสบร้อนราวกับถูกฉีกกระชาก
ขาดอากาศหายใจ ใกล้ตาย
ก่อนที่ตาจะเหลือกขึ้นเพียงเสี้ยววินาที สิ่งที่เขามองเห็นผ่านผิวน้ำขุ่นมัว ก็คือดวงตาคู่นี้ที่ไร้ระลอกคลื่น
เย็นชา สงบนิ่ง มองชีวิตคนราวกับผักปลา
นั่นคือดวงตาของสัตว์ร้ายที่เคยสังหารผู้คนมานับร้อยนับพันอย่างแท้จริง
ตลอดห้าปีที่ผ่านมา แววตานี้กลายเป็นฝันร้ายที่ตามหลอกหลอนเขาไม่รู้จบ
ตอนนี้ดวงตาคู่นี้อยู่ห่างจากเขาไม่ถึงครึ่งเมตร กำลังมองเขาเงียบ ๆ
หลู่ซิงเหย่ไม่ได้พูดอะไร แม้แต่นิ้วมือก็ไม่ขยับ
แต่ในสายตาของเซียวยุ่ย
คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาไม่ใช่นักศึกษาใหม่ปีหนึ่งอะไรทั้งนั้น
แต่เป็นภูเขาไฟมีชีวิตที่พร้อมปะทุได้ทุกเมื่อ เป็นสัตว์ร้ายดึกดำบรรพ์ที่อ้าปากกว้างจนเห็นเขี้ยวแหลมคม
“เอื้อก”
เซียวยุ่ยกลืนน้ำลายเหนียวฝืดลงคออย่างยากลำบาก ลูกกระเดือกเสียดสีกับหลอดลมที่ตึงแน่นจนปวดแปลบ
ลมหายใจที่เขาฝืนประคองไว้พลันหายวับไปจนหมด
ภายในหัวเข่า ราวกับมีใครดูดไขกระดูกออกไปเสียหลอดใหญ่
โหวงเหวง วูบไหว อ่อนปวกเปียก
ขาแข็งแรงทั้งสองข้างที่หุ้มด้วยผ้าลายพรางหมดสิ้นเรี่ยวแรงจะพยุงร่าง
ร่างของเซียวยุ่ยร่วงลงไปตรง ๆ ราวกับท่อนไม้ที่ถูกตัดขาด
เขาอยากกัดฟันฝืนไว้ อยากใช้ความมุ่งมั่นของทหารต้านทานความสั่นสะท้านที่ฝังลึกในสายเลือด
