ชานเมืองฉางอันฝั่งตะวันตก
เฉินจี้จู่นั่งอยู่ด้านหลังหลี่ซื่อหมิน หลี่ซื่อหมินพาเฉินจี้จู่ควบม้าห้อตะบึงไปบนทุ่งหญ้ากว้างโล่ง
ต้องยอมรับว่าฝีมือขี่ม้าของเขายอดเยี่ยมยิ่งนัก ระหว่างทางยังอธิบายวิธีควบคุมม้าหลากหลายแบบให้เฉินจี้จู่ฟัง
“ลงจากม้า!”
หลี่ซื่อหมินถามเฉินจี้จู่อย่างขุ่นเคือง “มีอะไรคอยกระแทกข้าอยู่ตลอด?”
เฉินจี้จู่คล้ายจะนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงรีบยื่นมือไปควานตรงเอว หลี่ซื่อหมินพลันเดือดดาล ตวาดถามอย่างตื่นตระหนก “ทำอะไร? เจ้าจะทำอะไร?”
เฉินจี้จู่อ้อขึ้นมาเสียงหนึ่ง ก่อนหยิบส้มในถุงออกมาแล้วเอ่ยกับหลี่ซื่อหมิน “ท่านมิได้ถามหรือว่ามีอะไรคอยกระแทกท่านอยู่?”
“ข้ากลัวว่าระหว่างสอนขี่ม้า ท่านจะกระหายน้ำ จึงนำส้มมาสองผลให้ท่านแก้กระหาย”
หลี่ซื่อหมิน “……”
ข้านึกว่าเป็นอะไรเสียอีก เขาพยักหน้า มองเฉินจี้จู่แล้วกล่าว “เจ้ามีน้ำใจแล้ว”
“ลองขี่เองดูสักหน่อยเถิด”
……
ช่างเป็นเจ้าหนุ่มผู้โชคดีเสียจริง!
ไกลออกไป โจวเซ่าฟานเห็นภาพนี้แล้วอดทอดถอนใจในใจไม่ได้ สีหน้าเจือความขมขื่นอยู่หลายส่วน
ฝ่าบาททรงปฏิบัติต่อพระโอรสแท้ๆ ก็คงไม่ต่างจากนี้กระมัง… ไม่สิ แม้แต่รัชทายาทยังไม่ได้รับความใส่พระทัยจากฝ่าบาทเท่าเจ้าหมอนี่เลย!
บรรพบุรุษของเจ้าหนุ่มนี่ทำบุญกุศลอันใดไว้กันแน่ จึงเป็นที่โปรดปรานของฝ่าบาทถึงเพียงนี้ ไม่น่าแปลกที่ฝ่าบาทไม่ยอมให้ผู้อื่นรู้ถึงการมีอยู่ของเขา
หากขุนนางผู้ใหญ่คนใดที่คิดไม่ซื่อเข้าใกล้เจ้าหนุ่มนี่ พวกเขาก็จะใช้เขาสอดส่องความคิดทุกอย่างของฝ่าบาทได้ทุกเมื่อ ถึงขั้นบรรลุจุดประสงค์ในการชักใยและควบคุมฝ่าบาททางอ้อม!
