เฉินจี้จู่มิได้ปฏิเสธเสียงแข็งว่าตนใส่ร้ายเผยจี้ ทั้งยังมิได้วิงวอนให้หลี่ซื่อหมินช่วยจัดการปัญหาอย่างน่าสงสาร
“ท่านจาง ข้ามีข้อสงสัยอยู่เรื่องหนึ่ง หากท่านเป็นฝ่าบาทในยามนี้ ท่านคิดว่าท่านจะต้องการให้ไท่ซ่างหวงประทับอยู่ในตำหนักไท่จี๋ต่อไปหรือไม่?”
ร่างของหลี่ซื่อหมินชะงักไปชั่วขณะ แววตาเหม่อลอยราวกับความคิดที่ซุกซ่อนอยู่ในใจถูกอีกฝ่ายเปิดโปง ทว่าไม่นานเขาก็ทั้งอับอายทั้งพิโรธ ตวาดว่า “บังอาจ!”
“ฝ่าบาทกับไท่ซ่างหวงทรงรักใคร่กลมเกลียวฉันบิดากับบุตร จะไม่ทรงต้องการให้ไท่ซ่างหวงประทับอยู่ในตำหนักไท่จี๋ต่อไปได้อย่างไร?”
เฉินจี้จู่ลอบคิดในใจว่า ท่านจางผู้นี้ปกป้องฝ่าบาทเสียจริง ท่าทางโกรธเกรี้ยวเช่นนี้ ราวกับสวมบทเป็นหลี่ซื่อหมินเสียเอง
“ท่านจาง อย่าเพิ่งกริ้วไปเลย ที่นี่มีเพียงเราสองคน ไม่มีใครที่สามล่วงรู้บทสนทนาของเรา พูดกันอย่างเปิดอกไม่ดีกว่าหรือ? ข้าก็ทำเพื่อช่วยท่านสร้างความชอบด้วย”
หลี่ซื่อหมินสูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วกล่าวว่า “เจ้าต้องการพูดอะไร?”
เฉินจี้จู่กล่าวว่า “ฝ่าบาทย่อมไม่ต้องการให้ไท่ซ่างหวงประทับอยู่ในตำหนักไท่จี๋ต่อไปเป็นแน่”
“เพราะเหตุใด? ประการแรก ไท่ซ่างหวงประทับอยู่ในตำหนักไท่จี๋ ซึ่งเป็นท้องพระโรงหลักของวังหลวง ฝ่าบาทจึงทรงว่าราชการได้เพียงตำหนักรอง มิได้มีภาพลักษณ์สมเป็นจักรพรรดิ ขุนนางเห็นเข้าแล้วจะคิดเช่นไร? ต่อให้ขุนนางมิได้คิดฟุ้งซ่าน แล้วฝ่าบาทจะทรงสบายพระทัยได้หรือ?”
“ก็เหมือนเจ้าบ้านที่ไม่อาจอาศัยอยู่ในเรือนประธาน ต้องไปพำนักอยู่ในเรือนข้าง ต่อให้ไม่ใช่โอรสสวรรค์ เป็นเพียงสามัญชน ก็คงรู้สึกไม่สบายใจอยู่ดีมิใช่หรือ?”
