หลี่ซื่อหมินเองก็ยังไม่มั่นใจนัก อย่างไรเสียเขาก็ไม่เคยทดลองใช้คันไถชนิดใหม่นี้ด้วยตนเอง
แม้ก่อนหน้านี้เฉินจี้จู่จะพรรณนาสรรพคุณเสียเลิศลอย แต่ยังไม่ผ่านการทดลองจริง หลี่ซื่อหมินจึงไม่กล้ากล่าวอย่างเต็มปากเต็มคำ
หากไม่ใช่เพราะหลายวันมานี้เอาแต่หารือปรับแผนศึกกับทูเจวี๋ย เขาคงไม่ลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท
ในสายตาของฝางเสวียนหลิงและเหล่าขุนนางผู้ใหญ่แห่งสามมณฑลหกกรม คันไถคานตรงมีพัฒนาการมายาวนานนับพันปี อีกทั้งยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการทำเกษตร จะถูกแทนที่กันง่ายๆ ได้อย่างไร?
หลี่ซื่อหมินถกขากางเกงและพับแขนเสื้อขึ้น ขันทีทั้งหลายยกคันไถคันใหม่ลงไปในนาแต่เนิ่นๆ แล้ว ส่วนขุนนางกรมพลเรือนกำลังผูกเชือกลากเข้ากับวัว เมื่อหลี่ซื่อหมินเห็นดังนั้นก็ตรัสว่า “ลองใช้วัวตัวเดียวเถิด”
“หา?”
ฝางเสวียนหลิงรีบทูลว่า “ฝ่าบาท ใช้วัวตัวเดียวหรือพ่ะย่ะค่ะ? เกรงว่าจะไถนาไม่ไหว อีกทั้งยังจะทำให้พระวรกายของฝ่าบาทเหน็ดเหนื่อยยิ่งขึ้น”
หลี่ซื่อหมินยกพระหัตถ์กดลง “ทดลองดูก่อนแล้วค่อยว่ากัน”
เมื่อหลี่ซื่อหมินตรัสแล้ว ขุนนางกรมพลเรือนจึงได้แต่ทำตาม
หลี่ซื่อหมินเดินไปยังคันไถคานโค้ง ใช้สองมือจับคานไถไว้แล้วสะบัดแส้ วัวไถนาก็ค่อยๆ ก้าวไปข้างหน้าในท้องนา
เจ้าพนักงานจดบันทึกกำลังเขียนประวัติศาสตร์อย่างคล่องแคล่ว บันทึกพิธีสำคัญในวันนี้ลงในพงศาวดารทีละเรื่อง เพื่อเชิดชูพระจริยวัตรของฮ่องเต้ผู้ขยันไถนาและรักราษฎร
ในมุมหนึ่งที่ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น ฝางเสวียนหลิงกลับยืนนิ่งราวกับกลายเป็นหิน เบิกตาค้างมองฮ่องเต้ที่กำลังไถนาอยู่
พูดตามตรง หลี่ซื่อหมินเองก็มึนงงอยู่บ้าง สิ่งที่เกิดขึ้นแตกต่างจากที่เขาจินตนาการไว้อย่างสิ้นเชิง
