หลังออกจากตำหนักไท่จี๋ ไต้โจว เสนาบดีกระทรวงพระคลัง ก็ตรงไปยังร้านช่างฝีมือเป็นอันดับแรก
เขาต้องสืบให้รู้ว่าใครเป็นคนนำสิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้ถวายฝ่าบาท ในเมื่อฝ่าบาทมิได้ประกาศให้เหล่าขุนนางทราบโดยทั่วกัน ย่อมต้องมีแผนการของพระองค์เอง
ขุนนางอย่างพวกเขาล้วนมีประสาทสัมผัสทางการเมืองเฉียบไว โดยเฉพาะในเมืองหลวง หากเผลอไปล่วงเกินผู้ที่ไม่ควรล่วงเกินเข้า ผลที่ตามมาย่อมร้ายแรงยิ่งนัก
ผู้ที่ถวายอาวุธล้ำเลิศเช่นนี้แก่ฝ่าบาทอย่างเงียบเชียบ หากจะกล่าวว่าฝ่าบาทมิทรงให้ความสำคัญกับเขา ย่อมเป็นไปไม่ได้
ส่วนเหตุใดฝ่าบาทจึงยังปล่อยให้เขาใช้ชีวิตอยู่ในหมู่ชาวบ้าน...ไต้โจวไม่ทราบ แต่สิ่งที่เขารู้คือ ต้องตามหาบุคคลผู้เป็นที่โปรดปรานของฝ่าบาทผู้นี้ให้พบ แล้วเตือนคนในครอบครัวให้หลีกเลี่ยงการขัดแย้งกับเขาในภายหน้า
เถ้าแก่ร้านช่างฝีมือเห็นไต้โจวมาหาตนด้วยตัวเอง ก็พลันตื่นเต้นกล่าวว่า “บุตรชายคนที่สี่ของท่านตาคนที่สามแห่งตระกูลใหญ่...ท่านมาเยือนถึงที่ ร้านเล็ก ๆ ของข้าก็เป็นเกียรติยิ่งแล้ว!”
ไต้โจวกดมือเป็นเชิงห้าม “จะมากพิธีไปไย เรียกท่านลุงเถิด”
เถ้าแก่ร้าน “...”
คราวก่อนข้าเรียกท่านว่าท่านลุง ท่านยังรังเกียจไม่ให้เรียก วันนี้เป็นอะไรไปอีก?
ไต้โจวถามเสียงเรียบ “คราวก่อนเจ้าบอกว่ามีคนทำคันไถแบบใหม่ คนผู้นั้นเป็นใคร อาศัยอยู่ที่ใด?”
เถ้าแก่ร้องอ้อ ก่อนกล่าวอย่างกระตือรือร้น “ข้าจะพาท่านลุงไปดูขอรับ”
“อืม”
...
ไต้โจวเดินตามเถ้าแก่ไปยังตรอกอันเย่ ยิ่งเข้าใกล้เรือนหลังนั้น เสนาบดีไต้ก็ยิ่งตกตะลึง
