กัวเจิ้งอี้ย่อมเคยได้ยินคำสอนประจำตระกูลชุยแห่งป๋อหลิงที่เลื่องลือในช่วงนี้มาแล้ว วลีที่ว่า ‘ร่วมดื่มสุราจากจอกทองกับเจ้า แม้เผชิญคมดาบก็ไม่ปรานี!’ ช่างยอดเยี่ยมนัก
ต้องมีพรสวรรค์เพียงใดจึงแต่งบทกวีทรงพลังเช่นนี้ได้ แล้วจะไม่ทำให้เหล่าบัณฑิตหนุ่มผู้มีชื่อเสียงในยุคนี้ยกย่องชุยชางจงจนแห่แหนเข้าหาได้อย่างไร
บัณฑิตย่อมมีความทะนงอยู่ในกระดูกอยู่หลายส่วน ดังคำกล่าวที่ว่าบัณฑิตมักดูแคลนกันเอง แต่คนเหล่านี้กลับยกย่องและยอมรับเขาถึงเพียงนี้ ก็เพียงพอจะเห็นแล้วว่าบทกวีสองวรรคนี้มีอิทธิพลมากเพียงใด!
ใบหน้าของชุยชางจงแดงเรื่อ เขาเหลือบมองเฉินจี้จู่ที่กำลังก้มหน้ากินอาหารอย่างกระอักกระอ่วน ก่อนจะรู้สึกโล่งใจขึ้นหลายส่วน
เจ้าหนุ่มนี่เป็นคนรักษาคำพูดจริง ๆ ให้เงินเขาไปหนึ่งร้อยพวงแล้ว พูดว่าจะไม่กลับคำก็ไม่กลับคำ พอขายบทกวีให้แล้วก็ไม่สนใจอีกเลย
ชุยชางจงยกจอกขึ้นกล่าวว่า “ทุกท่านกล่าวชมเกินไปแล้ว ข้าเชื่อว่าวันหน้าพวกท่านย่อมแต่งบทกวีเช่นนี้ได้เช่นกัน ข้าเชื่อในพรสวรรค์ของทุกท่าน สักวันหนึ่งพวกท่านจะต้อง...จะต้อง...”
ชั่วขณะนั้นเขาก็นึกถ้อยคำให้กำลังใจที่เหมาะสมไม่ออก
เฉินจี้จู่โพล่งขึ้นว่า “อินทรีใหญ่ทะยานขึ้นพร้อมสายลมในวันหนึ่ง พุ่งทะยานขึ้นไปเก้าหมื่นลี้?”
ชุยชางจงชะงัก ก่อนจะกล่าวอย่างตื่นเต้นว่า “ใช่ ๆ ทุกท่านสักวันหนึ่งย่อมต้องเป็นดั่งอินทรีใหญ่ทะยานขึ้นพร้อมสายลม พุ่งทะยานขึ้นไปเก้าหมื่นลี้!”
เกาจื้อโจวกับคนอื่น ๆ สูดลมหายใจเฮือกใหญ่ พลางเหลือบมองเฉินจี้จู่ บทกวีสองวรรคนี้...เจ้าหมอนี่กำลังแสร้งทำเป็นหมูเพื่อจับเสือหรือ แท้จริงแล้วซ่อนความสามารถไว้ลึกล้ำเช่นนั้นหรือ
