ชุยหมินกานกลับจวนหลังเลิกงานในค่ำคืนนี้ แล้วพบว่าห้องหนังสือของชุยชางจงยังคงมีแสงไฟสว่างอยู่
เขาค่อย ๆ ย่องเข้าไปอย่างแผ่วเบา
ตระกูลชุยแห่งป๋อหลิงเป็นตระกูลขุนนางที่โดดเด่นที่สุดในบรรดาเจ็ดตระกูลใหญ่ห้าสกุลสูงศักดิ์ บัดนี้ได้พัฒนาเป็นตระกูลอันดับหนึ่งในหมู่ห้าสกุลแล้ว ในฐานะผู้สืบทอดตระกูลชุยในภายภาคหน้า ชุยชางจงขยันหมั่นเพียรถึงเพียงนี้ ทำให้ชุยหมินกานปลื้มปีติเป็นอย่างยิ่ง
แม้ชางจงยังเยาว์วัย แต่ผ่านไปอีกไม่กี่ปี อนาคตของเขาย่อมไร้ขีดจำกัด!
ตระกูลชุยมีผู้มีความสามารถเช่นนี้ วันหน้าคงเจริญรุ่งเรืองขึ้นเรื่อย ๆ เป็นแน่
ประตูเปิดออก ทำให้ชุยชางจงที่กำลังอ่านหนังสืออยู่สะดุ้งรู้ตัว
ชุยชางจงปิดหนังสืออย่างไม่เร่งร้อน ยิ้มพลางเอ่ยกับผู้มาเยือนว่า “ท่านอารอง เลิกงานแล้วหรือขอรับ?”
ชุยหมินกานหัวเราะเบา ๆ “ข้ารบกวนเจ้าขณะอ่านหนังสือหรือ?”
“อ่านอะไรอยู่หรือ?”
เมื่อเห็นชุยหมินกานกำลังจะเดินมาทางโต๊ะหนังสือ ชุยชางจงก็ลุกขึ้น เหลือบมองหนังสือภาพเล่มเล็กที่ปกพลิกคว่ำอยู่บนโต๊ะแวบหนึ่ง ก่อนเอ่ยเสียงเรียบว่า “ท่านอารอง ข้าคิดโคลงขึ้นมาได้สองวรรค เป็นคำเตือนสติแก่ลูกหลานในตระกูล”
“โอ้?”
คำพูดของชุยชางจงดึงความสนใจของชุยหมินกานไว้
“ท่านอารอง ไปคุยกันที่ห้องหนังสือของท่านเถิด ข้าอยากให้ท่านช่วยเขียนสองวรรคนี้แทนข้า อย่างไรลายมือข้าก็สู้ท่านอารองไม่ได้”
ชุยหมินกานพยักหน้า “ดี”
หลังออกจากห้องหนังสือ ชุยชางจงก็ลอบตบอกตนเอง พลางถอนหายใจยาว เคราะห์ดีจริง ๆ เกือบถูกจับได้แล้ว
……
“ชางจง ว่ามาสิ เจ้าแต่งโคลงว่าอย่างไร?”
ชุยหมินกานเอ่ยถามอย่างอดใจรอไม่ไหว
ชุยชางจงไพล่มือไว้ด้านหลัง เชิดคางขึ้นเล็กน้อย ก่อนกล่าวอย่างสงบนิ่งว่า “สุราจอกทองเราดื่มร่วมกัน”
