ฝ่าบาทหลี่เอ้อร์เป็นห่วงเฉินจี้จู่จนแทบขาดใจ ทั้งที่เป็นคนมีแววแท้ ๆ แต่ทุกวันกลับไม่ทำงานทำการ
เขาคาดหวังในตัวเฉินจี้จู่ไว้มากจริง ๆ เพียงแต่ทุกครั้งที่พูดเรื่องสำคัญกับเจ้าหมอนี่ อีกฝ่ายก็มักทำให้โกรธจนแทบกระอัก
ทั้งรักทั้งชังจริง ๆ!
“ทำกับข้าวให้ข้าสักหน่อย ข้าจะเอากลับไปให้ฮูหยินกิน”
หลี่ซื่อหมินเอ่ย
เฉินจี้จู่ยิ้มพลางกล่าวว่า “เรื่องเล็กน้อย...จางลิ่งจุน ท่านพักอยู่ที่ใดกันแน่? หากไม่รังเกียจ คราวหน้าข้าจะให้คนนำไปส่งให้ จะได้ไม่ต้องลำบากเดินทางมาเอง”
หลี่ซื่อหมินมิได้ตอบ
เฉินจี้จู่ยิ้มแล้วกล่าวว่า “เอาเถิด ดูท่าบ้านของจางลิ่งจุนจะมีบุตรสาวอยู่ไม่น้อย กลัวว่าข้าจะไปทำให้พวกนางเสียหายสินะ?”
“เจ้า!”
เฉินจี้จู่กล่าวว่า “พอแล้ว ๆ เห็นแก่ที่ท่านรักฮูหยินถึงเพียงนี้ คราวหน้าข้าจะพ่อครัวสองคนมาด้วย แล้วสอนพวกเขาทำอาหาร อืม คราวนี้ไม่คิดเงินท่าน”
หลี่ซื่อหมินชะงักไปครู่หนึ่ง บางครั้งคำพูดของเจ้าหนูนี่ก็ชวนให้ซาบซึ้งใจจริง ๆ
เขาใช่ว่าจะไม่รู้ว่าการมีฝีมือติดตัวสักอย่างสำคัญเพียงใดในยุคนี้ ด้วยฝีมือทำอาหารของเฉินจี้จู่ หากเก็บเงินสักก้อนแล้วเปิดโรงเตี๊ยมสักแห่ง ชีวิตย่อมสุขสบายขึ้น
หลี่ซื่อหมินนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า “ไม่ต้องหรอก เก็บฝีมือของตนไว้ อนาคตจะได้มีชีวิตที่ดีขึ้น อย่าเอาทุกสิ่งออกไปให้ผู้อื่น ต้องรู้จักเก็บงำฝีมือไว้บ้าง”
เฉินจี้จู่กล่าวอย่างไม่ใส่ใจว่า “ข้ายังมีฝีมือซ่อนอยู่อีกหลายอย่าง จางลิ่งจุนวางใจเถิด แค่ทำอาหารเท่านั้น เป็นวิชาเล็กน้อยเอง”
หลี่ซื่อหมินยิ้มขื่น พลางเหลือบมองเขาแล้วกล่าวว่า “พอแล้ว แม้เป็นวิชาเล็กน้อยก็เก็บไว้กับตัวเถิด กับข้าไม่ต้องปิดบัง แต่กับคนอื่นยังต้องระวังตัว”
