หญิงชราแซ่หลินทุบอกตัวเองอย่างแรงไม่หยุด พลางใช้มือเช็ดน้ำตาไปด้วย ปากก็ร้องโวยวายว่า:
“เป็นความผิดของข้าเอง ลูกข้าช่างลำบากเหลือเกิน... นี่มันเหมือนควักหัวใจข้าออกมาเลย...”
“เป็นความผิดของแม่เอง แม่ขอโทษเจ้านะเฟิงเอ๋อร์~ ฮือ ๆ ๆ...”
หลายปีมานี้ แม้สองสามีภรรยาหลินเหล่าซานจะแอบเก็บเงินไว้บ้าง ทว่าภายใต้การขูดรีดของตาเฒ่าหลินและบ้านใหญ่กับบ้านรอง พวกเขาก็ยังรู้สึกว่าพ่อแม่ไม่ยุติธรรมอยู่ดี
แล้วเขาจะไม่ร้องไห้เพราะความไม่เป็นธรรมที่พ่อแม่ปฏิบัติต่อตนได้อย่างไรเล่า?
“ตอนแม่คลอดเจ้า เกือบต้องตายทั้งแม่ทั้งลูก”
“แม่เลยคิดว่าเจ้าเกิดมาเพื่อทวงหนี้ แม่ถึงได้เข้มงวดกับเจ้าสารพัด เป็นความผิดของแม่เอง”
หญิงชราแซ่หลินเช็ดน้ำตาไปพลาง พูดเสียงสะอื้นไปพลาง
หลินเฉิงเฟิงไม่ได้คิดจะยอมเลิกแยกบ้านเพียงเพราะได้ฟังแม่ร้องคร่ำครวญ
เขาตั้งใจจะพูดทุกเรื่องที่อดทนมาหลายปีออกมา ระบายให้สาแก่ใจเสียที
หลินเฉิงเฟิงจึงพูดต่อ:
“หลังจากนั้น พวกท่านก็บอกว่าหลานชายคนโตของบ้านใหญ่โตพอจะส่งไปเรียนที่สำนักศึกษาได้แล้ว ให้ข้าที่เป็นอาไปหาทางรวบรวมเงินมา”
“พวกเราก็หาทางรวบรวมเงินส่งให้จนได้ บ้านสามของเราเคยพูดอะไรหรือไม่?”
“ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้าก็เป็นลูกชายของพวกท่านเหมือนกันนะขอรับ?”
“หลายปีมานี้ เคยมีใครสักคนคิดถึงข้าจากใจจริงบ้างหรือไม่? ไม่มีเลย”
“เวลาจะขอเงินจากข้า พวกท่านถึงนึกได้ว่าข้าเป็นลูกชาย”
“ตอนนี้ข้าเหนื่อยแล้ว ข้าแค่อยากใช้ชีวิตเพื่อตัวเองกับบ้านสาม อยากแยกบ้านไปอยู่กันเองเท่านั้น ไม่ได้จะตัดขาดกับพวกท่านเสียหน่อย เหตุใดถึงไม่ยอมกันเล่า?”
“พวกท่านเอาแต่ยกเรื่องที่ข้าอกตัญญูมาพูดให้คนอื่นฟัง ลองถามใจตัวเองดูเถิด?”
“หลายปีมานี้ ข้าอกตัญญูจริงหรือ?”
พูดจบ หลินเฉิงเฟิงก็สะอื้นหนักกว่าเดิม
พอได้ยินเช่นนี้ ในหมู่คนที่มามุงดู บางคนตาไวก็สังเกตเห็นและนำลูกสาวสองคนของบ้านสามไปเปรียบเทียบกับลูกสาวสองคนของบ้านรองที่อยู่ตรงนั้น
ไม่ต้องพูดถึงว่าเสื้อผ้าของลูกสาวบ้านรองดีแค่ไหน อย่างน้อยพวกนางก็มีเนื้อมีหนัง เสื้อผ้าที่สวมใส่ก็ไม่มีรอยปะ
