ไม่นานนัก คนในตระกูลหลินก็ไปเชิญหมอหลิวจากหมู่บ้านข้างเคียงมา
หมอหลิวจับชีพจรให้ตาเฒ่าหลินคร่าว ๆ แล้ววินิจฉัยว่าเขาโกรธจนไฟในใจรุมเร้า ต้องทำใจให้สบาย อย่าโมโหจนเป็นลมอีก ไม่เช่นนั้นด้วยวัยที่มากแล้ว อาจเสี่ยงเป็นอัมพาตได้
เวลานี้หลินเฉิงเฟิงยืนอยู่ในห้องของตาเฒ่าหลิน ดวงตาว่างเปล่าราวกับร่างไร้วิญญาณ
หญิงชราแซ่หลินเห็นแล้วก็ทั้งเจ็บปวดใจทั้งรู้สึกผิด อารมณ์สารพัดประดังเข้ามาจนว้าวุ่นและจนปัญญาอย่างยิ่ง
แต่สติก็บอกนางว่า จะทำให้ลูกชายคนที่สามผิดหวังไปมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว
มิฉะนั้น นางคงต้องเสียลูกชายคนนี้ไปแน่
หญิงชราแซ่หลินฝืนข่มความโกรธและแรงกระตุ้นที่อยากด่าคนเอาไว้ สีหน้าพลันหม่นหมองลงเล็กน้อย ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า
“ลูกสาม เจ้ารีบกลับไปพักผ่อนให้ดีเสียก่อนเถิด”
“วางใจได้ เรื่องที่เจ้าขอแยกครอบครัว แม่ตกลงแล้ว”
“รอพ่อเจ้าฟื้น แม่จะคุยกับเขาให้ดี”
“ไม่ว่าจะตกลงกันได้หรือไม่ พรุ่งนี้ช่วงเช้าแม่จะให้คำตอบเจ้า ดีหรือไม่?”
หลินเฉิงเฟิงฟังแล้วก็ยังไม่แน่ใจว่าแม่กำลังหลอกเขาหรือเปล่า แต่ในที่สุดนางก็ยอมรับปากเรื่องแยกครอบครัวแล้ว
หลินเฉิงเฟิงสะอื้นกล่าวว่า
“ท่านแม่ โปรดอภัยที่ลูกอกตัญญู”
พูดจบ เขาก็มองตาเฒ่าหลินที่นอนอยู่บนเตียงแวบหนึ่ง ก่อนหันหลังเดินจากไป
ทันทีที่หลินเฉิงเฟิงออกจากห้องของผู้อาวุโสทั้งสอง ตาเฒ่าหลินก็ลืมตาขึ้น เขาได้ยินบทสนทนาระหว่างภรรยากับลูกชายคนที่สามทั้งหมด
เมื่อเห็นภรรยาเดินตามลูกชายคนที่สามออกไป ตาเฒ่าหลินก็คิดว่าตนควรแกล้งนอนป่วยต่อไป จึงไม่ได้ลุกขึ้นมาในทันที
เขากลับหลับตาลงอีกครั้ง นอนคิดอยู่บนเตียงว่า
“ลูกอกตัญญูคนนี้กล้าก่อเรื่องขอแยกครอบครัวต่อหน้าคนอื่นเชียวหรือ?”
