“เป้ยซวี่ชิงเคยล่วงเกินคุณหนูกู้หรือ?”
ความเพลิดเพลินประหนึ่งเมฆเคลื่อนคล้อยถูกทำลายลง
กู้หรงขมวดคิ้ว หันกลับมามอง สายตาของทั้งสองสบกันเพียงชั่วครู่ก็ผละจาก
เป้ยซวี่ชิงไม่รู้จะบรรยายสายตาคู่นั้นอย่างไรดี
มันไม่เข้มข้นร้อนแรงดุจเปลวเพลิงยามเผชิญหน้ากันอีกแล้ว กลับให้ความรู้สึกประหนึ่งใบไม้แห้งร่วงลงบนผิวน้ำในทะเลสาบอันสงบเงียบ
ไร้สุ้มเสียง ทว่ากลับเกิดระลอกคลื่นแผ่วเบาละเอียดอ่อน แผ่ขยายออกไปเป็นวงแล้ววงเล่า
ชั่วพริบตา กู้หรงราวกับสวมเกราะขึ้นมาอีกครั้ง ความอาลัยอาวรณ์ในดวงตาสลายดุจหิมะละลาย นางกวาดตามองเป้ยซวี่ชิงอย่างสนอกสนใจ
ยังคงเป็นเสื้อคลุมสีเขียวซีดจางจากการซัก ด้านหลังสะพายหีบใบใหญ่ ดูแล้วช่างเหมือนบัณฑิตยากจนแต่ยิ่งลำบากยิ่งมุ่งมั่น ซื่อตรงมั่นคง เดินทางเข้าเมืองหลวงเพื่อเข้าสอบอยู่หลายส่วน
นางหัวเราะเยาะเบา ๆ ริมฝีปากแดงขยับเอ่ย “คนงามไม่รู้หายไปที่ใด พอพบเจ้าแล้วช่างโชคร้ายจริง ๆ”
“เป้ยซวี่ชิง คุณหนูผู้นี้ไม่ชอบซ้ำเติมหมาที่ตกน้ำ”
“ข้าชอบเห็นศัตรูที่คิดว่าตนเปี่ยมสุขเสียเต็มประดา คิดว่าเพียงยื่นมือก็เด็ดดวงดาวได้ ถูกฉุดตกจากที่สูงครั้งแล้วครั้งเล่ามากกว่า”
เป้ยซวี่ชิงเงยหน้าขึ้นฉับพลัน ดวงตาเย็นใสดุจสายน้ำสะท้อนเงากู้หรงนิ่งงัน ดูทั้งเปี่ยมรักและอดกลั้นข่มใจ
น่าเสียดาย ทุกสิ่งล้วนเป็นการแสดงให้คนตาบอดดู
กู้หรงรังเกียจจนแทบอยากควักดวงตาตนเองทิ้ง
“ไม่ว่าคุณหนูจะเชื่อหรือไม่ เป้ยผู้นี้มีใจชื่นชมคุณหนูจริง ๆ มิได้หวังให้คุณหนูรู้ใจหรือครองคู่กับข้า เพียงขอคุณหนูอย่าดูแคลนความจริงใจของข้าเลย”
กู้หรงส่ายหน้า “ไม่เชื่อ”
ถ้อยคำเปลี่ยนฉับพลัน น้ำเสียงก็พลันแปรเปลี่ยน ความมุ่งร้ายที่ผุดขึ้นอย่างไร้ที่มาราวกับสายลมโอบล้อมรอบกาย “คุณชายเป้ย คุณหนูผู้นี้ไม่รู้กฎเกณฑ์ของหอนางโลม แต่ครอบครัวดีงามย่อมต้องรักษาระยะห่างระหว่างบุรุษกับสตรี และปฏิบัติตามจารีต”
