หลินหว่านหว่านรีบหลบอยู่หลังรถม้า แล้วแอบสังเกตการณ์ผ่านช่องว่างของตัวรถ
ซุนซื่อกำลังซื้อซาลาเปา แต่สายตากลับเหลือบมองไปทางร้านขายข้าวเป็นระยะ เห็นได้ชัดว่านางสังเกตเห็นความเคลื่อนไหวทางนี้แล้ว เพียงแต่ไม่รู้ว่าเห็นหลินหว่านหว่านหรือไม่
“แย่แล้วสิ”
ซุนซื่อไม่โหวกเหวกโวยวายเหมือนหวังซื่อ แต่ฉลาดกว่าอีกฝ่ายมาก
หากนางรู้ว่าฉันซื้อข้าวทีละมาก ๆ แบบนี้ ต้องสงสัยแน่
ตอนแบ่งครอบครัวก็ยกที่นาให้บ้านสามน้อยที่สุดแท้ ๆ แล้วตอนนี้เอาเงินมากมายมาซื้อข้าวจากไหน?
เมื่อวานหวังซื่อกับซุนซื่อมาสืบดูท่าทีแล้ว หากวันนี้พวกนางกลับมาก่อเรื่องอีก แผนการหลังจากนี้ก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย
หลินหว่านหว่านตัดสินใจฉับไว ก่อนกระซิบบอกเด็กหนุ่มที่กำลังขนของขึ้นรถว่า “ข้ายังมีธุระด่วน เกรงว่าจะรออยู่ที่นี่ไม่ได้ รบกวนพวกเจ้าช่วยขนของขึ้นรถให้เต็มก่อน แล้วขับรถไปจอดไว้ที่ลานหลังร้านของพวกเจ้า ข้าค่อยกลับมารับทีหลัง”
เด็กหนุ่มชะงัก “ฮูหยิน นี่...”
เมื่อครู่เถ้าแก่เพิ่งพูดว่าการซื้อข้าวมากมายขนาดนี้เป็นเรื่องใหญ่ เกรงว่าฮูหยินท่านนี้จะไม่มีเงินมากพอ
เพิ่งขนข้าวขึ้นรถได้ไม่กี่กระสอบ ฮูหยินก็จะไปเสียแล้ว หรือว่านางกะแล้วว่าเงินที่มีไม่พอ เลยคิดจะชิ่งหนี?
หลินหว่านหว่านเห็นความลังเลของเด็กหนุ่ม จึงหยิบเงินแท่งหนึ่งออกมาตรง ๆ “นี่เป็นค่าฝากของ รบกวนช่วยขนของขึ้นรถให้เต็มและเก็บรักษาให้ดีด้วย อีกอย่าง หากมีใครมาสืบถามว่าผู้ใดกำลังซื้อข้าว ก็ช่วยปิดเรื่องนี้ให้ข้าด้วย”
พอรับเงินสิบตำลึง เด็กหนุ่มก็ยิ้มออกมาอีกครั้ง “ฮูหยินวางใจได้ พวกเราจะขนให้เต็มรถแน่นอน!”
พอเห็นซุนซื่อหันมามองทางนี้อีกครั้ง หลินหว่านหว่านก็รีบหลบฉาก เลี้ยวเข้าไปในตรอกเล็กข้างทาง
