เจ้าหน้าที่ผอมสูงคนหนึ่งหางตาชี้โหนกแก้มสูง เหลือบมองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างเย็นชา “หยุด! ตอนนี้เสบียงกับสิ่งของขาดแคลน หากจะซื้อจำนวนมากต้องลงทะเบียนแจ้งทางการ ทั้งยังต้องเสียภาษีด้วย!”
“ซื้ออะไรน่ะ? เปิดให้ดูหน่อย!” เจ้าหน้าที่หน้ากลมร่างอ้วนอีกคนพูดพลางยื่นมือจะมาแย่งกรง
หลินหว่านหว่านขมวดคิ้วน้อย ๆ “ข้ามาซื้อของ ยังต้องเสียภาษีด้วยหรือ?”
เจ้าหน้าที่ผอมถลึงตา “พูดมากไปทำไม! นายท่านบอกว่าเจ้าต้องเสียภาษีก็รีบจ่ายเสีย! ถ้ายังพูดมากอีกจะจับเจ้าเข้าคุก!”
หลินหว่านหว่านรู้ดีว่าคนสองคนนี้ไม่ใช่คนดี แต่หญิงฉลาดย่อมไม่ปะทะกับคนตรงหน้า จึงทำได้เพียงฝืนยิ้มประจบ
“ท่านเจ้าหน้าที่ทั้งสองโปรดพิจารณาด้วย ข้าเป็นเพียงชาวนาจากครอบครัวเล็ก ๆ ที่นาแห้งแล้งเกินไป ปลูกอะไรก็ไม่ขึ้น ข้าจนปัญญาจริง ๆ ถึงได้มาจับไก่ไม่กี่ตัว จะกล้าซื้อของจำนวนมากได้อย่างไรเจ้าคะ!”
พูดจบก็จงใจยกกรงขึ้นสูง เจ้าหน้าที่ทั้งสองเหม็นกลิ่นจึงรีบถอยหลังไปก้าวหนึ่ง
“พูดมาก! นายอำเภอบอกแล้วว่า ซื้อสัตว์ปีกเกิน 2 ตัวถือว่าซื้อจำนวนมาก! รีบจ่ายภาษีมา!”
“ไก่ตัวละ 5 อีแปะ เป็ดตัวละ 3 อีแปะ ห่านตัวละ 6 อีแปะ รีบเปิดกรงเร็วเข้า!”
พูดไปพลางล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ แล้วหยิบเอกสารทางการออกมาแกว่งให้หลินหว่านหว่านดูแวบหนึ่งจริง ๆ
“ดูให้ดี นี่เรียกว่า ‘ภาษีซื้อสินค้า’ เพิ่งประกาศใช้วันนี้!”
พ่อค้าแม่ขายที่อยู่ด้านหลังอดถอนหายใจไม่ได้
นายอำเภอรีดไถทรัพย์สินของชาวบ้าน ตั้งชื่อภาษีสารพัดอย่างขึ้นมาเก็บตามอำเภอใจ ตอนนี้ถึงกับมี ‘ภาษีซื้อสินค้า’ เพิ่มมาอีกอย่าง!
ชาวบ้านจะอยู่กันอย่างไรไหว?
หลินหว่านหว่านซื้อของไม่น้อย หากต้องเสียภาษี คำนวณแล้วเงินที่จ่ายยังซื้อไก่อ้วนได้อีก 2 ตัวเลย
หลินหว่านหว่านไม่ได้เสียดายเงินเพียงเท่านี้ แต่เธอนึกถึงรถเสบียงคันนั้นขึ้นมา
