หลินหว่านหว่านพูดด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง ทว่าสายตากลับแน่วแน่จนไม่เปิดโอกาสให้ใครโต้แย้ง
“ตอนนี้ท่านพ่อกับชิงเหวินก็ต้องกินยา เด็กทั้งสี่คนก็รอข้าวกินอยู่ ที่บ้านยังไม่มีที่นาสักผืน หากข้าไม่ออกไปทำงาน ท่านแม่ลองบอกมาสิว่าครอบครัวเราจะกินอะไร กินกำไลก่อน แล้วค่อยกินปิ่น สุดท้ายก็เงินไม่กี่ตำลึงที่ท่านถืออยู่ในมือ พอกินหมดแล้วจะทำอย่างไรต่อ”
จ้าวซื่ออ้ำอึ้งอยู่นาน ก่อนจะพึมพำว่า “อย่างไรเสีย...ย่อมต้องมีทางออก”
“การออกไปทำงานก็คือทางออกเจ้าค่ะ”
หลินหว่านหว่านผ่อนน้ำเสียงลง พลางชี้เสื้อผ้าที่สวมอยู่ “ชุดนี้เถ้าแก่ให้มา บอกให้ข้าใส่ไปทำงาน งานก็ไม่หนัก ตอนเย็นก็กลับมาได้ ท่านแม่แค่ช่วยดูแลบ้านตอนกลางวันก็พอแล้ว”
เฉินชิงเหวินฟังไม่เข้าใจว่าพวกนางคุยอะไรกัน รู้เพียงว่าท่านแม่พูดว่า “หว่านหว่านไม่ต้องการครอบครัวนี้แล้ว” จึงน้อยใจจนขอบตาแดง
เขาหดตัวอยู่หลังหลินหว่านหว่านราวกับเด็กที่ถูกทอดทิ้ง มือคว้าแขนนางไว้แน่นไม่ยอมปล่อย
“ฮูหยิน อย่าไป...” เสียงของเฉินชิงเหวินเจือสะอื้น
หลินหว่านหว่านทำได้เพียงปลอบเฉินชิงเหวินราวกับกำลังกล่อมเด็ก
“ชิงเหวินเด็กดี ข้าต้องออกไปหาเงิน ครอบครัวเราถึงจะมีข้าวกิน ไม่อย่างนั้นเด็ก ๆ ก็ต้องหิวโหยอีก ทั้งข้ายังไม่มีเสื้อผ้าสวย ๆ ใส่ด้วย ท่านไม่สงสารข้าหรือ”
เฉินชิงเหวินรีบยกมือกุมอก ขมวดคิ้วแล้วพยักหน้าแรง ๆ “สงสาร! ชิงเหวินสงสาร!”
“ถ้าสงสาร เช่นนั้นชิงเหวินก็เป็นเด็กดีอยู่บ้านเถิด พอข้าหาเงินได้ พวกเราก็จะได้กินข้าวขาว”
“ข้าวขาวหรือ” เฉินชิงเหวินทำท่าจะโห่ร้องดีใจ แต่แล้วก็ขมวดคิ้วขึ้นมาอีก “แต่ว่า ฮูหยินเหนื่อย”
หลินหว่านหว่านส่ายหน้าเบา ๆ “ถ้าชิงเหวินอยู่บ้านดูแลท่านพ่อกับท่านแม่ให้ดี หว่านหว่านก็ไม่เหนื่อยแล้ว”
