“ได้แน่นอน”
หลินหว่านหว่านตอบอย่างมั่นใจ ดวงตาเป็นประกายชัดเจนท่ามกลางแสงอรุณที่ค่อย ๆ สว่างขึ้น
“ชิงเหวินแค่บาดเจ็บทางจิตวิญญาณ ความทรงจำกับสติปัญญาได้รับผลกระทบ แต่สัญชาตญาณในการเรียนรู้ของเขายังอยู่ หลายวันนี้ข้าคอยสังเกตอย่างละเอียด ที่จริงเป็นเพราะทุกคนคิดว่าเขาทำอะไรไม่ได้ จึงคอยทำทุกอย่างแทนเขา สุดท้ายกลับทำให้เขาขาดโอกาสฝึกฝน”
นางหันไปทางรถม้า แววตาเต็มไปด้วยความยินดีที่ค้นพบสิ่งใหม่และความคิดที่จะวางแผนต่อ
“ต่อไปข้าไม่เพียงจะสอนให้เขาขับรถม้า ยังคิดจะให้เขาหยิบพู่กันขึ้นมาอีกครั้ง ลองคัดหนังสือดูด้วย”
“คัดหนังสือหรือ?” เสียงเฉินเหล่าฮั่นสั่นพร่าเล็กน้อยเพราะตื่นเต้น ดวงตาขุ่นมัวพลันฉายประกายเหลือเชื่อ
หากลูกชายกลับมาจับพู่กันได้อีกครั้ง ต่อให้ทำได้เพียงคัดลอกตัวอักษรขั้นพื้นฐาน เดือนหนึ่งก็หาเงินได้หลายตำลึง
สำหรับครอบครัวที่ต้องระหกระเหินไปทั่ว นับว่าเป็นความช่วยเหลือในยามยากโดยแท้
“นี่...จะไหวหรือ? มือของเขา...ยังมั่นคงดีหรือไม่?” เสียงเฉินเหล่าฮั่นเต็มไปด้วยความคาดหวังอย่างระมัดระวัง
“จะไหวหรือไม่ ต้องลองดูก่อนถึงจะรู้”
หลินหว่านหว่านพูดด้วยน้ำเสียงสงบนิ่งแต่หนักแน่น “ข้าเตรียมอุปกรณ์เครื่องเขียนไว้บ้างแล้ว ระหว่างทางยังอีกยาวไกล หากปล่อยให้เขาเล่นซุกซนอย่างไร้เดียงสาเหมือนเด็กอยู่ตลอด นอกจากจะทำให้การเดินทางล่าช้าแล้ว ยังไม่มีประโยชน์ต่อตัวเขาเลย ไม่สู้หางานจริงจังให้ทำ บางทีอาจช่วยให้เขาค่อย ๆ นึกถึงเรื่องราวในอดีตได้บ้าง”
หลายวันมานี้ หลินหว่านหว่านสังเกตได้อย่างเฉียบคมว่า แม้เฉินชิงเหวินจะมีจิตใจไร้เดียงสาราวเด็ก ความคิดเรียบง่าย แต่เมื่อมีคนอดทนสั่งให้ทำอะไร เขาก็จะจดจ่ออย่างเต็มที่ พยายามทำให้ออกมาดีที่สุด
ยิ่งไปกว่านั้น เขาเรียนรู้ได้รวดเร็วมาก หลายเรื่องเพียงสาธิตให้ดูครั้งเดียว เขาก็เลียนแบบได้แทบไม่ผิดเพี้ยน ความสามารถในการเรียนรู้และความจดจ่อเช่นนี้ คนทั่วไปเทียบไม่ติด
