อาจงค่อย ๆ แบมือออกอย่างระมัดระวัง บนฝ่ามือมีหยกพกชิ้นหนึ่งวางอยู่ เปื้อนดินสดและคราบเลือดที่แห้งคล้ำแล้วอย่างชัดเจน
หยกพกชิ้นนั้นเนื้อหยกดีเยี่ยม สัมผัสอบอุ่นเนียนมือ งานแกะสลักยังประณีตงดงามเป็นพิเศษ
อาศัยแสงจันทร์รำไรที่ลอดลงมา จึงมองเห็นกิเลนตัวหนึ่งหมอบอยู่กลางหยกได้อย่างชัดเจน ท่าทางราวกับกำลังจะพุ่งกระโจนออกมา รูปร่างองอาจน่าเกรงขาม รายละเอียดสมจริงยิ่ง
แม้หลินหว่านหว่านจะไม่รู้ที่มาของหยกกิเลนชิ้นนี้ แต่สัญชาตญาณบอกนางว่า ของสิ่งนี้น่าจะเกี่ยวข้องกับเด็กหนุ่มผู้มีชาติกำเนิดเป็นปริศนาในโรงเตี๊ยม รวมถึงโม่เฉินองครักษ์เงาด้วย
“อาจารย์ของเจ้าอยู่ที่ใด?” หลินหว่านหว่านรีบถาม
อาจงพูดเร็วปรื๋อ “อาจารย์บอกว่าหยกพกตกอยู่ที่นี่ คนคงไปได้ไม่ไกลนัก อาจบาดเจ็บหนักจนเดินลำบาก ท่านพาอาหย่งตามร่องรอยไปทางตะวันออกเฉียงใต้แล้ว ให้พวกเราทำตามแผน เดินทางล่วงหน้าไปก่อน”
จ้าวซื่อที่อยู่ข้าง ๆ ได้ยินชัดถ้อยชัดคำ อดตกใจระคนโมโหแล้วบ่นต่อว่าไม่ได้
“จะตามไปอะไรอีก! หาไม่เจอก็ช่างเถอะ รีบกลับมาคุ้มกันพวกเราเดินทางถึงจะถูกต้อง! เงินที่จ้างสำนักคุ้มภัยก็เป็นเงินของตระกูลเฉินเรา จะปล่อยให้คนแก่ เด็ก และคนเจ็บทั้งบ้านถูกทิ้งไว้กลางป่ากลางเขาแบบนี้ได้อย่างไร ไม่รับผิดชอบเอาเสียเลย!
หว่านหว่าน เชื่อแม่เถอะ เราไม่จ้างสำนักคุ้มภัยแล้ว! ไปเอาเงินคืนมา! พวกเรากลับกันเถอะ! รออีกสองสามวัน พอหัวหน้าหมู่บ้านเรียกทุกคนออกเดินทางพร้อมกัน ค่อยตามพวกเขาไปก็ได้...”
“ท่านแม่! คิดให้ดีเสียก่อน!”
หลินหว่านหว่านรีบขัดขึ้น น้ำเสียงสงบนิ่งแต่แฝงความเย็นชา
“อูฐผอมตายก็ยังตัวใหญ่กว่าม้า อย่างน้อยบ้านเราที่หมู่บ้านซิ่งฮวาก็ยังนับเป็น ‘ครอบครัวมั่งคั่ง’ หากท่านออกเดินทางไปกับคนหมู่มาก ลองคิดดูเถิดว่าแผ่นแป้งสาลีขาวในตะกร้าของท่านจะยังได้กินเข้าปากอย่างปลอดภัยหรือไม่ ถึงตอนนั้นเกรงว่าจะไม่เหลือแม้แต่เศษแป้ง!”
