เมื่อครู่พอหมอเทวดาไฉบอกว่าหลินหว่านหว่านกับเด็ก ๆ หลายคนป่วยเพราะหิวโหย สีหน้าของจ้าวซื่อก็ไม่น่าดูนัก
ครั้นได้ยินหมอเทวดาไฉบอกว่า ขาของเฉินเหล่าฮั่นต่อกระดูกได้ไม่ดี จ้าวซื่อก็ยิ่งกระอักกระอ่วน
หลินหว่านหว่านเข้าใจเรื่องราวขึ้นมา ขาของเฉินเหล่าฮั่นเดิมทียังรักษาได้ แต่จ้าวซื่อเป็นคนทำให้ล่าช้า
ตอนนั้นเฉินเหล่าฮั่นบอกให้ไปตามหมอที่ตัวเมืองมา จ้าวซื่อกลับเอาแต่ประหยัดเงิน จึงหาหมอเร่ร่อนที่รักษาด้วยวิธีพื้นบ้านมาต่อกระดูกให้เท่านั้น ต่อมายังหลงเชื่อวิธีรักษาพื้นบ้านจนทำให้การรักษาขาของเฉินเหล่าฮั่นล่าช้าไปจริง ๆ
บัดนี้หมอเทวดาไฉพูดแทงใจดำ จ้าวซื่อไม่รู้ว่าควรน้อยใจหรือเสียใจดี ดวงตาจึงแดงก่ำขึ้นอีกครั้ง
หลินหว่านหว่านถามว่า “ขาของท่านพ่อสามี ยังพอรักษาได้หรือไม่เจ้าคะ?”
หมอเทวดาไฉมีท่าทีดีกับหลินหว่านหว่านอย่างเห็นได้ชัด “รักษาได้ แต่ต้องดูว่าพวกเจ้าอยากรักษาหรือไม่”
จ้าวซื่อรีบร้อนเอ่ยว่า “ขอท่านหมอเทวดาช่วยรักษาด้วยเจ้าค่ะ!”
หมอเทวดาไฉถลึงตามองจ้าวซื่อ ก่อนแค่นเสียงว่า “กระดูกต่อไม่เข้าที่ ก็ต้องทุบให้หักแล้วต่อใหม่ ต้องเจ็บอีกครั้ง แถมยังต้องนอนพักฟื้นอย่างน้อยหนึ่งเดือน พวกเจ้า...ไหวหรือ?”
พลางชี้ไปทางเรือนด้านหลัง
หลินหว่านหว่านเข้าใจแล้ว การนั่งรถม้าโยกคลอนไปตลอดทางไม่เป็นผลดีต่อการฟื้นตัวของขาเฉินเหล่าฮั่น หากอยากให้ขาของเขาหายดี อย่างน้อยก็ต้องพักอยู่ที่นี่หนึ่งเดือน
โรงเตี๊ยมผิงอันตั้งอยู่ในทำเลห่างไกล หากไม่มีเรื่องขายเสือ พวกเขาพักอยู่ที่นี่สักเดือนก็ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกผู้ลี้ภัยพบเข้า
แต่เรื่องราวกลับประดังเข้ามาพร้อมกันพอดี พอขายเสือออกไปแล้ว เกรงว่าพวกเขาคงอยากใช้ชีวิตอย่างเงียบ ๆ ก็ยากเสียแล้ว...
แววตาของเฉินเหล่าฮั่นค่อย ๆ หม่นลง เขายิ้มขื่น “ช่างเถิด ขาของข้า...ไม่รักษาก็ได้ อย่างไรตอนนี้ยังใช้ไม้เท้าค้ำเดินได้”
