ซุนซื่อกับเฉินชิงอวิ๋นฉวยโอกาสชะโงกมองเข้าไปด้านใน แต่กลับเห็นเพียงชายร่างผอมตัวเล็ก ใบหน้าซีดเหลือง นั่งอยู่หน้าโต๊ะตามลำพัง
หลินหว่านหว่านไม่ได้ปิดบังใบหน้า เพราะทำเช่นนั้นกลับจะยิ่งเรียกความสนใจจากซุนซื่อ
นางจึงเงยหน้าจ้องไปทางประตู ขมวดคิ้วใส่เด็กรับใช้ น้ำเสียงกดให้ทุ้มและแหบต่ำ “ทำไมช้านัก? เอาสุรามาให้ข้าอีกสองกา”
ท่าทีเปิดเผย แถมยังออกจะหยาบกระด้างของนาง ประกอบกับใบหน้าและน้ำเสียงที่ไม่คุ้นเคยอย่างสิ้นเชิง ทำให้หลอกซุนซื่อกับเฉินชิงอวิ๋นได้สำเร็จจริง ๆ
เฉินชิงอวิ๋นเดินตรวจห้องส่วนตัวมาหลายห้องแล้วแต่ก็ไม่พบใคร สีหน้าเขาฉายแววผิดหวังอย่างหนัก ก่อนจะดึงแขนเสื้อซุนซื่อแล้วกระซิบว่า “ไปกันเถอะ ไม่ใช่นาง อย่าหาเรื่องใส่ตัวเลย”
แต่เท้าของซุนซื่อกลับเหมือนถูกตอกตรึงไว้กับที่ ดวงตาทั้งคู่จับจ้องอาหารเลิศรสเต็มโต๊ะไม่วางตา ลำคอขยับกลืนน้ำลายโดยไม่รู้ตัว
“เขาอยู่คนเดียว...แต่สั่งอาหารตั้งมากมายขนาดนั้น...”
ซุนซื่อพึมพำกับตัวเอง น้ำเสียงเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อและความอิจฉาที่ปิดไม่มิด
ความมันวาวของหมูตุ๋น เนื้อปลานึ่งที่ดูสดนุ่ม แม้แต่สีเขียวสดของผักผัดจานนั้น ในเวลานี้ล้วนกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความฟุ่มเฟือย
ที่จริงหลินหว่านหว่านก็อยากกินเหมือนกัน แต่ยังพอมีสติอยู่
ร่างนี้อดอยากมานาน กระเพาะลำไส้อ่อนแอ หากไม่บำรุงให้ดีสักครึ่งเดือน นางก็ไม่กล้าแตะเนื้อสัตว์
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับอาหารเต็มโต๊ะ แถมซุนซื่อยังคอยชะโงกมองจากด้านนอก หลินหว่านหว่านทำได้เพียงข่มความอยากอาหารไว้ แสร้งทำเหมือนกำลังรอใครอยู่ พลางเหลือบมองนอกหน้าต่างเป็นครั้งคราว แล้วพึมพำว่า “ทำไมยังไม่มาอีก? นัดกันไว้เวลานี้แท้ ๆ อาหารจะเย็นหมดแล้ว...”
