จ้าวซื่อไม่กล้าพูดประโยคที่เหลือออกมา แต่แววตาหวาดหวั่นและไม่ไว้วางใจของนางกลับเผยความคิดออกมาอย่างชัดเจน—หากหลินหว่านหว่านหอบเงินของครอบครัวหนีไป คนทั้งบ้านนี้คงจบสิ้นกันจริง ๆ
หลินหว่านหว่านเลิกคิ้ว นี่คิดจะใช้ม้าให้วิ่ง แต่ไม่ยอมให้อาหารมันหรืออย่างไร?
ยังไม่ทันที่นางจะเอ่ย เฉินเหล่าฮั่นก็ตบขอบเตียงเตาอย่างแรง ด้วยความโมโหจนหนวดสั่นระริก ก่อนจะไออย่างหนักอีกระลอก
“เจ้า...จนป่านนี้แล้วยังมองไม่ออกอีกหรือ?! ถ้าไม่มีหว่านหว่าน พวกเราคงอดตายไปนานแล้ว! เจ้ายังจะหวังพึ่งลูกชายแสนดีสองคนนั่นอีกหรือ? พวกเขาแทบรอให้พวกเราตายเร็ว ๆ ไม่ไหวแล้ว!
เงินนี่...ถ้าอยู่ในมือเจ้า ก็มีแต่รอให้พวกเขามาฉกฉวยไป หรือไม่ก็ถูกใช้จนหมดสิ้น! มอบให้หว่านหว่าน อย่างน้อยก็ยังพอแลกทางรอดให้พวกเราได้!”
จ้าวซื่อสะดุ้งทั้งตัวเมื่อถูกเฉินเหล่าฮั่นตวาดใส่ นางหดคอเหมือนนกกระทาที่ตกใจกลัว ริมฝีปากสั่นระริก น้ำตาคลออยู่ในเบ้า ท่าทางนั้นทั้งเจ็บปวดที่ต้องเสียเงินอย่างแสนสาหัส และหวาดกลัวโทสะที่นาน ๆ ครั้งสามีจะแสดงออกมา
เฉินเหล่าฮั่นไม่มองนางอีก ราวกับแค่เหลือบมองสักครั้งก็ทำให้สิ้นเรี่ยวแรงแล้ว
สายตาขุ่นมัวแต่ยังมีประกายแจ่มชัดอยู่บ้างของเขาหันกลับมาจับจ้องหลินหว่านหว่านอีกครั้ง ในแววตาปะปนทั้งความจนใจ การฝากฝัง และความรู้สึกวิงวอนอยู่ราง ๆ
เฉินเหล่าฮั่นกดเสียงแหบพร่าของตนให้ต่ำลง ทุกถ้อยคำราวกับเค้นออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจ
“หว่านหว่าน...ร่างกายพ่อ...ไม่ไหวแล้ว...ยังมีชิงเหวิน แล้วก็เด็ก ๆ อีกสี่คน พวกเขายังเล็ก ปีกยังไม่แข็งแรง...ระหว่างทางอพยพลงใต้ที่ยาวไกลนับพันลี้ พ่อ...พ่อฝากทั้งครอบครัวไว้กับเจ้าแล้ว...คงต้องให้เจ้าลำบากมากหน่อย...”
