หลินหว่านหว่านกำลังอึดอัดใจอยู่พอดี จึงผลักเขาไปตรงหน้าจ้าวซื่อเบา ๆ น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความหมายลึกซึ้ง “แม่เจ้าอยู่ตรงนี้แล้วนี่ ถามแม่เจ้าสิ!”
จ้าวซื่อพลันทำอะไรไม่ถูก ใบหน้าแดงสลับเขียว อ้ำอึ้งจนพูดไม่ออก
หลินหว่านหว่านไม่สนใจพวกเขาอีก หันไปเรียกลูกสาวทั้งหลาย “วันนี้จะได้กินเกี๊ยวกี่ลูก ก็ขึ้นอยู่กับว่าพวกเจ้าห่อได้กี่ลูก ห่อมากก็ได้กินมาก เยวี่ยซิ่ว เสี่ยวอวี้ เดี๋ยวแม่จะสอนพวกเจ้าห่อเกี๊ยว ห่อสิบลูกก็ได้กินสิบลูก ห่อยี่สิบลูกก็ได้กินยี่สิบลูก”
เยวี่ยซิ่วนับเลขไม่เป็น รีบถามว่า “ท่านแม่ ถ้าข้าห่อ...ห่อได้เยอะ ๆ เลยล่ะเจ้าคะ?”
“ถ้าอย่างนั้นเยวี่ยเอ๋อร์ก็ได้กินเยอะ ๆ เลย!”
“ดีเลย!”
เด็ก ๆ ส่งเสียงเฮฮาพร้อมปรบมือ บรรยากาศในบ้านครึกครื้นราวกับฉลองปีใหม่
วันนี้หลินหว่านหว่านซื้อเนื้อมาเยอะมาก แต่หยิบออกมาเพียงเนื้อบดหนึ่งชั่ง
จ้าวซื่อกำลังจะสับผักกาดขาวสามหัวใส่ลงไป หลินหว่านหว่านก็ห้ามไว้ “ผักเยอะแยะขนาดนั้น จะยังได้กลิ่นเนื้อที่ไหนกัน! ใส่หัวเดียวก็พอ แล้วเอาเห็ดที่เหลืออยู่ในบ้านใส่ลงไปด้วย”
จ้าวซื่อขมวดคิ้ว “เห็ดเอามาห่อเกี๊ยวได้ด้วยหรือ?”
“กินแล้วก็รู้เอง” หลินหว่านหว่านไม่ได้อธิบายให้จ้าวซื่อฟังต่อ เริ่มลงมือปรุงไส้แล้ว
จ้าวซื่อมองอยู่ข้าง ๆ คิ้วขมวดแล้วขมวดอีก แต่ก็ไม่กล้าพูดอะไร
ทุกคนช่วยกันนวดแป้ง ปรุงไส้ และห่อเกี๊ยว
เฉินชิงเหวินก็ยิ้มเจื่อน ๆ พลางช่วยห่อเกี๊ยวด้วย ฝีมือคล่องแคล่วไม่น้อย แถมห่อออกมาได้สวยทีเดียว
ความทรงจำช่วงหนึ่งของเจ้าของร่างเดิมผุดขึ้นมาในหัวหลินหว่านหว่าน ที่แท้เฉินชิงเหวินห่อเกี๊ยวเป็นเพราะเจ้าของร่างเดิมเป็นคนสอน
