ลูกสาวทั้งสี่เบียดกันเป็นก้อนเหมือนนกกระจอกน้อยที่กำลังหวาดกลัว มือจับมือ พยายามใช้ร่างผอมบางของตัวเองเรียงเป็นกำแพงมนุษย์ ขวางโอ่งดินเผาที่อยู่ด้านหลังไว้อย่างแน่นหนา ดวงตาคู่แล้วคู่เล่าจับจ้องซุนซื่ออย่างระแวดระวังและหวาดกลัว ราวกับนางเป็นยายหมาป่า
ขณะที่แขนของซุนซื่อข้ามตัวชุนซิ่วไป และกำลังจะเอื้อมถึงโอ่งดินเผา หลินหว่านหว่านก็พุ่งเข้าไปฉุดนางออกมาในทันที
ซุนซื่อเซถลา เกือบล้มลงไป จึงอดด่าไม่ได้ว่า “น้องสะใภ้สาม เจ้าทำอะไรน่ะ? ข้าหวังดีช่วยดูแลเด็ก ๆ แล้วเหตุใดเจ้าถึงลงไม้ลงมือกับข้าเล่า?”
“ข้าซาบซึ้งในน้ำใจของพี่สะใภ้รองแล้ว แต่ลูก ๆ ของข้าถูกพี่ทำให้หวาดกลัวมามาก พอเห็นพี่ก็กลัวราวกับเห็นยายหมาป่า ต่อไปพี่อยู่ให้ห่างจากลูกสาวข้าหน่อยจะดีกว่า”
หลินหว่านหว่านพูดพลางประคองชุนซิ่วขึ้นมาด้วยตัวเอง แล้วปัดดินออกจากเสื้อผ้าของนางเบา ๆ
“เด็กโง่ ถูกท่าทางเมื่อครู่ของท่านป้าทำให้ตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อแล้วหรือ? ไม่เป็นไรหรอก แม่อยู่นี่แล้ว ในเมื่อแยกบ้านกันแล้ว พวกเราก็ปิดประตูใช้ชีวิตสงบ ๆ กันเองเถอะ ต่อไปถ้าใครยังกล้ามาหาเรื่องอีก แม่จะไปหาผู้ใหญ่บ้าน แล้วก็แจ้งทางการ! หนังสือแยกบ้านจดทะเบียนไว้ที่ว่าการอำเภอแล้ว นายอำเภอต้องช่วยคุ้มครองพวกเราแน่”
ซุนซื่อรู้ว่าหลินหว่านหว่านพูดให้ตนฟัง แต่ตอนนี้นางสนใจมากกว่าว่าในโอ่งดินเผามีอะไรอยู่กันแน่
นางยืดคอยาวเหยียด ถ้าหลินหว่านหว่านไม่ยืนขวางอยู่ ซุนซื่อคงอยากมุดหัวลงไปในโอ่งแล้ว
ทว่าโอ่งดินเผาปากเปิดใบนั้นกลับมองเห็นก้นโอ่งได้ในพริบตา ข้างในมีเพียงผักป่าไม่กี่ก้าน นอกนั้นไม่มีอะไรเลย
