ชุนซิ่วพูดเสียงเบา “ท่านย่าเก็บไข่ไก่ไปแล้วเจ้าค่ะ บอกว่า...ของสิ่งนี้มีค่า กินทุกวันไม่ได้ ต้องเก็บสะสมไว้ รอถึงเวลาจำเป็น...หรือไม่ก็เอาไปแลกเกลือก็ดีเจ้าค่ะ”
หลินหว่านหว่านไม่พอใจ เสียงของนางดังขึ้นเล็กน้อย
“จะเก็บของสิ่งนี้ไว้ทำไม? ข้าซื้อกลับมาก็เพื่อให้ทุกคนกินไม่ใช่หรือ? หรือว่าข้าลำบากลำบนซื้อมา แล้วก็ต้องประหยัดอดออมเก็บไว้ รอให้มันฟักออกมาเป็นลูก หรือไม่ก็เอาไปขายต่อในราคาเดิม? ถ้าอย่างนั้นจะซื้อมาเพื่ออะไร!”
พูดจบก็ยื่นมือล้วงเข้าไปในห่อ หยิบไข่ห่านใบใหญ่สองใบออกมาจากมิติ แล้วหยิบไข่ไก่ออกมาอีกแปดฟอง ก่อนจะวางลงในกระบุงข้างเตาอย่างคล่องแคล่ว
“ชุนซิ่ว ฟังแม่นะ เติมข้าวลงหม้อโจ๊กอีกสองชาม เอาไข่ห่านสองใบนี้ตอกแล้วตีให้เข้ากัน จากนั้นเทลงในโจ๊กให้เป็นไข่ฝอย ส่วนไข่ไก่แปดฟองนี้เอาไปต้มเดี๋ยวนี้ เย็นนี้พวกเราคนละฟอง กินให้หมด ต้องกินให้หมด!”
จ้าวซื่อเพิ่งเดินมาถึงหน้าห้องครัว ก็ได้ยินคำพูดของหลินหว่านหว่านพอดี
สีหน้าของจ้าวซื่อหม่นลงราวกับมีเมฆดำปกคลุม น้ำเสียงแฝงความไม่พอใจที่พยายามข่มไว้และคำตำหนิ
“หว่านหว่าน ชีวิตคนเราต้องรู้จักวางแผนใช้จ่าย เมื่อก่อนเจ้าไม่ต้องดูแลบ้านจึงไม่รู้ว่าข้าวของมีราคา แม่ไม่โทษเจ้า
แต่ตอนนี้เงินในบ้านอยู่กับเจ้า ทุกวันใช้จ่ายราวกับน้ำไหลออกไปเช่นนี้ แล้วจะประคองชีวิตต่อไปได้อย่างไร? ยิ่งในปีที่ภัยพิบัติหนักหนา ยิ่งต้องรู้จักใช้จ่ายอย่างประหยัดและยืดยาว!”
หลินหว่านหว่านหันไปสบตาจ้าวซื่อตรง ๆ น้ำเสียงสงบนิ่ง ทว่าทุกคำคมกริบราวเข็ม
“ท่านแม่ ก่อนแบ่งบ้าน พี่สะใภ้ใหญ่ก็ทำเนื้อตุ๋นให้ต้าหนิวกับเอ้อร์หนิวกินอยู่เรื่อย ๆ ตอนนั้นเหตุใดท่านถึงไม่เห็นพูดถึงการประหยัดให้ใช้จ่ายยืดยาวบ้างเล่า?
