ซุนซื่อถือชามบิ่นใบเดิมจากเมื่อวานไว้ในมือ ยืนอยู่หน้าประตูเรือนอย่างอ้อยอิ่ง ใบหน้าประดับรอยประหลาดใจได้อย่างพอเหมาะพอดี
“น้องสะใภ้สาม วันนี้สวมเสื้อผ้าชุดนี้...ดูดีไม่น้อยเลยนะ!”
หลินหว่านหว่านตอบอย่างห่างเหิน “นี่เป็นชุดทำงานที่นายจ้างแจก เมื่อวานข้าก็สวมชุดนี้ พี่สะใภ้รองเห็นแล้วไม่ใช่หรือ?”
“เมื่อวานข้าไม่ได้มองให้ละเอียด วันนี้ถึงเพิ่งสังเกตเห็น”
ซุนซื่อก้าวเข้ามาใกล้สองก้าว แสร้งทำเป็นพินิจพิเคราะห์ ก่อนยื่นมือไปจับชายเสื้อ
“ฝีเข็มกับเนื้อผ้าแบบนี้ คงมีแต่ร้านจิ่นซิ่วฟางในเมืองเท่านั้นที่ทำได้กระมัง? เมื่อวานข้าไปในเมืองมา เสื้อผ้าแบบนี้อย่างน้อยก็ต้องราคา 500-600 อีแปะ
น้องสะใภ้สามไปหางานดี ๆ แบบนี้มาจากที่ไหนหรือ ชุดทำงานยังแพงขนาดนี้ บอกพวกเราบ้างสิ หากทำได้ ข้ากับพี่สะใภ้ใหญ่จะได้ออกไปทำงานบ้าง อย่างน้อยก็ช่วยแบ่งเบาภาระที่บ้านได้”
หลินหว่านหว่านเลี่ยงประเด็นสำคัญ “พี่สะใภ้ใหญ่ไม่จำเป็นต้องออกไปทำงานหรอก! วันนี้พี่ใหญ่ได้งานดี ๆ แล้ว หัวหน้าคนงานยังบอกว่าจะเพิ่มค่าแรงให้พี่ใหญ่ด้วย!”
หวังซื่อมองเสื้อผ้าของหลินหว่านหว่านอย่างตกตะลึง “เสื้อผ้าชุดนี้ราคา 500-600 อีแปะเชียวหรือ แล้วค่าแรงของเจ้าต่อเดือนจะได้สักเท่าไรกัน?”
“ไม่มากหรอก” หลินหว่านหว่านตอบเรียบ ๆ “พอประทังชีวิตคนทั้งบ้านได้เท่านั้น อีกอย่างงานนี้ทำได้ไม่นานหรอก รออีกไม่กี่วันนายจ้างไปแล้ว ข้าก็ต้องหางานใหม่”
หวังซื่อจึงค่อยยิ้มอย่างได้ใจ “ข้าบอกตั้งนานแล้วว่า สตรีอย่างเจ้าจะไปหางานดี ๆ อะไรได้!”
ซุนซื่อกลอกตาแล้วพูดขึ้นอีก “พูดถึงเรื่องนี้ วันนี้ข้าเหมือนจะเห็นน้องสะใภ้สามในเมืองนะ? วันนี้น้องสะใภ้สามซื้อเสบียงมาตั้งเยอะไม่ใช่หรือ เหตุใดในหม้อถึงไม่ใส่ข้าวสักเม็ด?”
พูดพลางก็เอื้อมมือไปหยิบห่อผ้าเล็ก ๆ กับกระด้งที่วางอยู่ข้างเตา
ชุนซิ่วตกใจ เมื่อครู่มัวแต่ซ่อนถังข้าว จนลืมไข่ไก่พวกนี้ไปเสียสนิท
แต่ตอนนี้จะเข้าไปแย่งก็ไม่ทันแล้ว เด็ก ๆ หลายคนได้แต่หลับตาลงอย่างเจ็บปวด
