ทุกผู้คนหันหลังกลับ ก็เห็นสตรีผู้หนึ่งสวมเสื้อป่านปักผมด้วยปิ่นไม้ ไรผมปรากฏสีดอกเลา ล่วงล้ำเข้ามาอย่างร้อนรน
“เสื้อผ้าดี ๆ เช่นนี้ ไยทำลายเสียได้!”
สตรีผู้นั้นดูอายุราวสี่สิบเป็นเรือน รอยย่นบนใบหน้ามิใช่น้อย ผิวค่อนข้างคล้ำ ทว่าดวงตาคู่นั้นกลับสดใสอย่างน่าประหลาด อีกทั้งเสียงก็ดังก้องผิดธรรมดา
“เนื้อผ้าเช่นนี้ ปกขนนี้...ข้าเฝ้ามองเขาเย็บปักทีละเข็มทีละเส้น หยกเหนียงเอ๋ย เจ้าเด็กซื่อตรงผู้นี้ถูกผู้อื่นรังแกอีกแล้วกระมัง?”
กล่าวพลางนางก็คว้าเสื้อคลุมขนสัตว์บนพื้นขึ้นมา สลัดด้วยความอาลัยอารมณ์
ซูเหวินจวินถูกน้ำโคลนดอกไม้กระเซ็นใส่เต็มตัว อีกทั้งถูกเสียงโหวกเหวกโวยวายจนหูอื้อ ราวจะมีแมลงหวี่บินวน มิอาจหักห้ามตวาดว่า “ยายแก่นี่มาร้องตะโกนโวยวายอันใด? มิเหลียวแลดูเสียหน่อยว่าที่นี่ที่ใด...”
สตรีผู้นั้นขมวดคิ้วตั้งตรง “นี่คือลานเรือนของบุตรข้า เจ้าเป็นอันใด ยังอาจอาจหาญมาสั่งสอนยายแก่อย่างข้า?!”
สีหน้าซูเหวินจวินแปรเปลี่ยนฉับพลัน
สตรีผู้ดูต่ำต้อยกว่าเด็กรับใช้หยาบในจวนเมิ่งผู้นี้ แท้จริงแล้วคือ...
“ท่านแม่สามี”
หลิวอวิ้นอวี้เอ่ยเรียก
ในจวนเมิ่ง ผู้ที่หลิวอวิ้นอวี้จะเรียกท่านแม่สามีได้นั้นมีสองคน
คนหนึ่งคือมารดาผู้ให้กำเนิดของเมิ่งป๋อโจว พระธิดาหนิงหยาง ส่วนอีกคน ก็คือผู้ที่อยู่ตรงหน้า—มารดาผู้เลี้ยงดูของเมิ่งป๋อโจว แซ่โจว
เรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปหลายปีก่อน
บิดาของเมิ่งป๋อโจว ท่านขุนนางชั้นจื่อร่างแห่งกรมการปกครอง เกี่ยวพันกับคดีเก่าคดีหนึ่ง ทำให้ทั้งตระกูลเมิ่งประสบภัยพิบัติ พระธิดาหนิงหยางก็มิอาจพ้นผิด ถูกเนรเทศไปด้วยกัน พระธิดาทรงอาลัยบุตรชายในไส้ที่ต้องทนทุกข์ตาม จึงนำเด็กอีกคนมาเป็นตัวตายตัวแทน จากนั้นก็มอบเมิ่งป๋อโจวในห่อผ้าให้แก่คนสนิทผู้หนึ่ง
ต่อมาผ่านความพลิกผันหลายครั้ง เมิ่งป๋อโจวจึงกลายเป็นบุตรบุญธรรมของโจวซื่อ
โจวซื่อในวัยสาวเป็นหมอดูในชนบท ตระเวนไปตามหมู่บ้านเพื่อ “ดูดวง” ให้ผู้คน ตรากตรำเลี้ยงดูเมิ่งป๋อโจวจนเติบใหญ่
ภายหลังตระกูลเมิ่งล้างมลทินได้ พระธิดาหนิงหยางหวนคืนเมืองหลวง ได้รู้จักกับเมิ่งป๋อโจวผู้สอบได้ลำดับสามขั้นถานฮวา
หลังจากเมิ่งป๋อโจวกลับคืนตระกูลแล้ว ก็นำโจวซื่อเข้ารับมาอยู่ในจวนเมิ่งด้วย จัดที่พำนักในเรือนเล็ก
ด้วยกฎ “กตัญญู” และ “พระคุณพระเดช” พระธิดาหนิงหยางแม้จะรังเกียจเพียงใดก็ได้แต่จำทน
หลิวอวิ้นอวี้ปัดสายตามองซูเหวินจวินผู้มีสีหน้าขัดเขิน ครุ่นคิดอย่างมีนัย
นางก็มิได้คาดคิดว่า ซูเหวินจวินกับเมิ่งป๋อโจวรู้จักกันมาหลายปี มีความสัมพันธ์อันลึกซึ้ง หากแต่กลับไม่รู้จักโจวซื่อ...
“ผู้น้อยตาฝ้าฟาง มิอาจรู้จักท่านน้าสะใภ้”
ซูเหวินจวินกัดริมฝีปาก คำนับต่อโจวซื่อ “แต่เมื่อครั้งอยู่สำนัก ข้าหวนคิดถึงการไปคารวะท่านน้าสะใภ้มาตลอด ทว่ามิเคยได้โอกาส...”
“โอ้ เจ้าคือผู้นั้นที่ชอบค้างแรมอยู่ในบ้าน แม้ไล่ก็ไม่ยอมจากไป สหายร่วมสำนักของโจวเกอ?”
โจวซื่อมิได้ไว้หน้าแม้แต่น้อย “ยายแก่เช่นข้าประสบการณ์น้อย ยังมิเคยเห็นสหายร่วมสำนักผู้ใดมาพำนักในห้องตำราของผู้อื่นเดือนแล้วเดือนเล่า กินของตระกูลเมิ่ง ดื่มของตระกูลเมิ่ง ทั้งยังโยนเสื้อผ้าของเจ้าบ้านลงพื้นโคลน...”
ซูเหวินจวินมีสีหน้าดำทะมึน “ท่านน้าสะใภ้ มิใช่ข้า...”
“อันใดที่มิใช่เจ้า? ยายแก่เช่นข้าตาคมนัก อะไรก็เห็นเสียหมด ในจวนเมิ่งนี้ล้วนคนมีหน้ามีตา ถือว่าเจ้าเป็นแขก หากเปลี่ยนเป็นชาวชนบทเช่นเรา เจ้าก็คือนักฉวยโอกาสชั้นดีนั่นเอง!”
ซูเหวินจวิน ชั่วชีวิตนี้เคยถูกด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคายดุจสตรีปากตลาดเช่นที่ใด แต่ละประโยคล้วนตำใจ สะเทือนจนร่างสั่นกระตุก ขอบตากลายเป็นสีแดง
“ท่านน้าสะใภ้ ข้ากับพี่จื่อร่างเป็นสหายร่วมรู้ใจ หาใช่ดังที่ท่านคิด...”
เมื่อเห็นเช่นนั้น หลิวอวิ้นอวี้ก็ก้าวขึ้นหน้า ดึงแขนเสื้อของโจวซื่อ กระซิบเตือนว่า “ท่านแม่สามี”
ซูเหวินจวินจะร้องไห้หรือไม่ นางก็ไม่นำพา ทว่าหากปล่อยให้โจวซื่อด่าต่อไปอีก เรื่องถูกรายงานถึงหูพระธิดาหนิงหยางก็จะกลายเป็นคดีวุ่นวายอีก
โจวซื่อมิอาจเข้าใจความปวดร้าวของหลิวอวิ้นอวี้ จับมือนางไว้ ยังคงตะเบ็งเสียงโหวกเหวก “ยายแก่อย่างข้าไม่เข้าใจพวกเจ้าที่ว่าเป็นหรือไม่เป็นเพื่อนรู้ใจ ข้ารู้แต่ว่าเมื่อเป็นแขกก็ต้องว่านอนสอนง่าย รู้ว่าบุรุษผู้ใหญ่ มิควรละเลยหน้าที่ เอาแต่ยุแหย่และทำลายข้าวของ ข้ารู้ว่าหยกเหนียงเป็นภรรยาผู้ดี กตัญญูต่อแม่สามี ดูแลบ้านเรือนอย่างดียิ่ง ผู้ใดกล้ารังแกนาง ข้าก็จะถือไม้กวาดใหญ่ไล่ตะเพิดนางผู้นั้นออกไป!”
สิ้นคำด่าอีกชุดที่ดังปานลูกปืนรัว ตรงไปตรงมา เฉียบคมประหนึ่งฉีกหนังหน้าของซูเหวินจวินลงมาเหยียบย่ำ
ความอัปยศ โกรธแค้น อัดอั้น ประดังเข้ามา ซูเหวินจวินตาพร่ามัว จวนเจียนสิ้นสติ
“ท่านแม่ พวกท่านกำลังทำอันใดกัน?!”
ทันใดนั้น เมิ่งป๋อโจวก็เร่งรุดมาถึง
เมื่อเห็นซูเหวินจวินผู้คลอแววตา และโจวซื่อผู้เท้าเอว เมิ่งป๋อโจวก็ขมวดคิ้วเป็นปมทันที
โจวซื่อลดท่าทีลงเล็กน้อย เสียงก็ทุ้มลง “โจวเกอ เจ้ามาดีพอดี ดูสิ่งที่สหายร่วมสำนักทำไว้สิ เขาทำลายเสื้อคลุมเสียยับเยิน...”
“เพียงเสื้อผ้าตัวเดียว เหตุใดถึงได้วุ่นวายน่าอัปยศเช่นนี้?”
“นี่เป็นสิ่งที่หยกเหนียงตั้งใจทำเพื่อเจ้านะ...”
“มันก็เป็นแค่เสื้อผ้าตัวหนึ่ง”
เมิ่งป๋อโจวตัดสินเด็ดขาด เสียงทุ้มหนัก
เมื่อเขาทำหน้าเย็นชา ต่อให้เป็นโจวซื่อยังรู้สึกครั่นคร้าม
โจวซื่อเจื่อนถอยก้าวไปด้านหลังหลิวอวิ้นอวี้
หลิวอวิ้นอวี้ยืนขวางหน้านาง สบสายตาเมิ่งป๋อโจว ใบหน้าสงบนิ่งอย่างน่าประหลาด
หัวใจและความอุตสาหะของนาง ในสายตาของเมิ่งป๋อโจวจะมีความหมายใดได้... แม้ถูกซูเหวินจวินทำลายก็มิคู่ควรค่าแก่คำขอโทษสักคำ
เดิมทีเมิ่งป๋อโจวตั้งใจจะตำหนิหลิวอวิ้นอวี้ที่หยุมหยิมจนก่อความวุ่นวายนี้
ทว่าเมื่อสี่ตาประสานกัน ถ้อยคำเย็นชาเหล่านั้นกลับติดค้างอยู่ณริมฝีปากอย่างไร้สาเหตุ
เขากลืนน้ำลาย หันไปหาซูเหวินจวิน ปลอบประโลมเสียงต่ำ
“เหวินจวิน แม่ข้านิสัยใจร้อน หูเบา หากพูดสิ่งใดไม่ถูกใจ เจ้าอย่าเก็บมาใส่ใจ...”
ซูเหวินจวินก้มหน้าลง “เสื้อผ้าราคาแพงเพียงนี้ ข้าควรต้องชดใช้ให้ท่าน เมื่อครู่ท่านพี่สะใภ้ได้คิดบัญชีกับข้าอย่างละเอียด หนึ่งร้อยสี่สิบตำลึง ข้ายังหาได้ไม่พอ ขอผ่อนผันให้ข้าหาทาง...”
เมิ่งป๋อโจวมิอาจทนเห็นนางลำบากใจ ความไม่พอใจที่เคยกดไว้ก็ผุดขึ้นอีกครั้ง “เมื่อคืนนี้เป็นข้าที่ทิ้งเสื้อคลุมนี้ให้เจ้า หากผู้ใดยืนกรานจะคิดเล็กคิดน้อย ก็ให้ข้าเป็นผู้ชดใช้เอง”
ด้านหลังเงียบไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็มีเสียงหัวเราะแผ่วของหลิวอวิ้นอวี้ดังขึ้น
“เช่นนั้นย่อมดีที่สุดแล้ว”
“...”
เมิ่งป๋อโจวชะงัก หันหน้ามามองหลิวอวิ้นอวี้
หลิวอวิ้นอวี้มุมปากยกขึ้น คิ้วตาคลี่ยิ้ม
ท่วงท่านี้ต่างจากรอยยิ้มที่มีต่อเขาแต่ก่อน ทว่าเมิ่งป๋อโจวก็ไม่ทราบว่าต่างอย่างไร
ขณะกำลังฉงน เขาก็มองเห็นริมฝีปากแดงระเรื่อของหลิวอวิ้นอวี้เปิดออกแผ่วเบา
“หนึ่งร้อยแปดสิบเก้าตำลึง เป็นเงินสด”
เมิ่งป๋อโจวยังมิทันได้ตอบสนอง ซูเหวินจวินกลับโพล่งขึ้นมา
“เมื่อครู่ท่านพี่สะใภ้เพิ่งบอกว่าหนึ่งร้อยสี่สิบตำลึง...”
“นั่นคือราคาสำหรับคุณชายซู หากเป็นสามีเป็นผู้ชดใช้แทน ค่าฝีมือ ค่าส่วงราคา และเศษเหรียญเล็กน้อย ก็จะลดให้ไม่ได้แม้แต่ตำลึงเดียว”
เมิ่งป๋อโจวจ้องมองหลิวอวิ้นอวี้ด้วยแววตาอ่านไม่ออก
หลิวอวิ้นอวี้ที่เขารู้จัก จะมาต่อรองกับเงินทองเช่นนี้ได้อย่างไร โดยเฉพาะกับเขา...
หรือเพราะเรื่องเมื่อคืนนี้ จงใจทำให้เขาอับอาย?
นางคิดว่าเขายังเป็นเพียงจื่อร่างผู้ไร้สมบัติ ทำได้เพียงถูกตระกูลหลิวควบคุมอยู่หรือไร?
คิดดังนี้ ในตาเมิ่งป๋อโจวก็ปรากฏรอยยิ้มเย็นชา “สองร้อยตำลึง อีกสักครู่ให้ห้องบัญชีจ่ายแก่เจ้า จะพอหรือไม่? เรื่องนี้จะจบลงเพียงนี้ได้หรือยัง?”
หลิวอวิ้นอวี้พยักหน้า รับเสื้อคลุมขนสัตว์นั้นจากมือโจวซื่อ “สินค้ากับเงินตราเคลียร์กันแล้ว เสื้อคลุมนี้คืนให้สามี จะทิ้งหรือจะเผา สุดแล้วแต่เจ้าจะจัดการ”
เมิ่งป๋อโจวยื่นมือมารับ แต่หลิวอวิ้นอวี้ก็ปล่อยมือก่อน
ดังนั้นเสื้อคลุมนั้นจึงร่วงลงในกองมลทินอีกครั้ง
คิ้วของเมิ่งป๋อโจวกระตุกเล็กน้อย “วันนี้เจ้ามาที่ตำรับตำรา ก็เพียงเพื่อสู้คดีต่อหน้าข้าหรือ?”
เรื่องนี้เตือนความทรงจำของหลิวอวิ้นอวี้
เมื่อครู่ถูกซูเหวินจวินและโจวซื่อก่อความวุ่นวาย นางเกือบลืมเรื่องสำคัญไปเสียสนิท
“ยังมีเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่ง”
หลิวอวิ้นอวี้หยิบหนังสือหย่าร้างออกจากแขนเสื้อ ยื่นต่อให้เมิ่งป๋อโจว