หลิวเหอฮวามองท่าทางงุนงงของสวีตงเหลียน ก็เข้าใจขึ้นมาในทันที
สวีตงเหลียนไม่เคยดูภาพยนตร์มาก่อน
เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
คนรุ่นก่อนจำนวนมากไม่เคยดูภาพยนตร์
เมื่อก่อนหลิวเหอฮวาก็ไม่เคยดูภาพยนตร์เหมือนกัน กระทั่งลูกชายกับลูกสะใภ้พาเธอเข้าเมือง ลูกสะใภ้ซื้อตั๋วหนังแล้วชวนไปดูด้วย เธอจึงได้สัมผัสประสบการณ์ดูหนังเป็นครั้งแรก
“ภาพยนตร์ก็คือการฉายภาพขึ้นบนผืนจอ เสียงดังมาก คนจำนวนมากนั่งดูด้วยกัน ตอนที่ฉันไปดูหนังครั้งแรกนะ...” หลิวเหอฮวาอยากเล่าเสียจนแทบหยุดไม่อยู่
แม้แต่ตอนคุณครูอวี๋สอน เธอก็ยังพูดคุยกับคนข้าง ๆ ไม่หยุด
“ป้าหลิว ตั้งใจเรียนหน่อยค่ะ!” หลังจากคุณครูอวี๋เตือนถึงสามครั้ง ก็เริ่มโกรธขึ้นมาแล้ว
พอเลิกเรียนวันนี้ หลิวเหอฮวาก็ไม่ได้รับดอกไม้สีแดงดวงเล็ก
สวีตงเหลียนจึงนำของตัวเองไปแปะลงบนสมุดของเธอ
หลิวเหอฮวาเห็นท่าทางจริงจังของสวีตงเหลียน ก็อดหัวเราะกับการกระทำของอีกฝ่ายไม่ได้
แม่สาวคนนี้นี่นะ จะพูดอย่างไรดี
เธอชอบสติกเกอร์ดอกไม้แดงดวงใหญ่นั่นจริง ๆ คงคิดว่าถ้าไม่มีของหลอกเด็กนี่แล้วจะเสียใจ
น้องสาวที่มีน้ำใจเช่นนี้ ต่อไปต้องพาออกไปเที่ยวให้บ่อยหน่อย
ใครกันเล่าที่ไม่เคยมีประสบการณ์เข้าเมืองเป็นครั้งแรก
เปิดหูเปิดตาให้มาก มองให้มาก เที่ยวให้มาก ต่อไปก็จะกลายเป็นแผนที่เดินได้ของเมืองนี้!
อย่างหลิวเหอฮวานี่อย่างไรเล่า
เธอรู้หมดว่าลานไหนหาที่จับจองได้ง่าย สวนสาธารณะแห่งไหนเริ่มเต้นรำได้กี่โมง ซูเปอร์มาร์เก็ตไหนลดราคา ร้านขายยาไหนถึงวันสมาชิกแล้วแจกไข่ไก่
หลังเลิกเรียน ทั้งสองเก็บข้าวของเรียบร้อย
หลิวเหอฮวาก็จูงสวีตงเหลียนไปเดินเล่น
บอกว่าจะพาไปสัมผัสกิจกรรมที่เพื่อนซี้วัยสาวทำด้วยกัน
ทั้งคู่แวะร้านที่มีตุ๊กตาหิมะตัวใหญ่เป็นป้ายร้าน ซื้อน้ำมาสองขวด แค่น้ำสองขวดนี่ก็แพงไม่น้อย รวมแล้วตั้ง 17 หยวน สวีตงเหลียนคิดในใจว่า น้ำอะไรกัน เห็นเหมือนโคลนผสมน้ำสีดำคล้ำหน่อยเดียว เหตุใดจึงแพงเพียงนี้
หลิวเหอฮวาเสียบหลอดสีแดงลงไปแล้วจิบหนึ่งคำ
สวีตงเหลียนเลียนแบบนาง เพียงจิบเดียว ดวงตาก็เป็นประกายขึ้นมาทันที
